วันเสาร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

สรุปองค์ความรู้จากการนำเสนอเทคนิคการประเมิน กลุ่ม 12 การประเมินพัฒนาการทางด้านสติปัญญา : พหุปัญญาของเด็กปฐมวัย


 

สรุปองค์ความรู้การนำเสนอ
เรื่อง การประเมินพัฒนาการทางด้านสติปัญญา : พหุปัญญาของเด็กปฐมวัย


                    
                                            รูปภาพ การเข้าร่วมการนำเสนอกิจกรรม


รูปภาพ การทำแบบทดสอบก่อนทำกิจกรรม


รูปภาพ การทำแบบทดสอบหลังทำกิจกรรม


รูปภาพ แบบประเมินความพึงพอใจ


การประเมินพัฒนาการทางด้านสติปัญญาพหุปัญญาของเด็กปฐมวัย”

พหุปัญญา หมายถึง ความสามารถทางปัญญาของคน ที่แสดงออกมา ในรูปแบบต่าง ๆ ที่จะค้นหา แก้ปัญหา และสร้างผลผลิตที่มีคุณค่า เป็นที่ ยอมรับของสังคม ซึ่งเป็นผลมาจากการควบคุม โดยสมองแต่ละส่วนโดย แต่ละคนจะมีความสามารถที่แตกต่างกัน เด่นในบางด้าน และด้อยใน บางด้าน สิ่งแวดล้อมและการอบรมเลี้ยงดูที่เหมาะสม จะช่วยส่งเสริมให้ พัฒนาความสามารถทางสติปัญญา ในการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมและ สังคม ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประเภทของพหุปัญญา

ปัญญาที่ 1 ความฉลาดด้านภาษา (Linguistic) เด็กๆควรได้รับการกระตุ้นพัฒนาการด้านภาษา เด็กที่มีความถนัดด้านภาษาจะสามารถเรียนรู้คําศัพท์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว

ปัญญาที่ 2 ความฉลาดด้านคณิตศาสตร์และตรรกะ ( Logical-Mathematical) เป็นความ ฉลาดเชิงวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาด้วยการนําตรรกะมาคิดแก้ไขปัญหา ได้อย่างเป็นลําดับขั้นตอน

ปัญญาที่ 3 ความฉลาดด้านดนตรี (Musical) เด็ก ๆ ที่มีความสนใจทางด้านดนตรีเขาจะมี ความว่องไวทางเสียงดนตรีเป็นการเพิ่มพูนสมองส่วนความจําได้เป็นอย่างดี

ปัญญาที่ 4 ความฉลาดด้านร่างกาย (Bodlly-Kinesthetic) ความสามารถในการใช้ร่างกายของ ตนแสดงความคิดความรู้สึก ได้แก่ นักแสดง นักแสดงท่าใบ้ นักกีฬา นักฟ้อนรำ เป็นต้น

ปัญญาที่ 5 ความฉลาดด้านมิติสัมพันธ์ (Spatial) ปัญญาด้านการคิดใคร่ครวญและวิเคราะห์ตนเอง จะช่วยให้เด็กมีสมาธิสามารถจดจําทิศทางได้

ปัญญาที่ 6 ความฉลาดด้านมนุษยสัมพันธ์ (Interpersona) เป็นการเรียนรู้ปฏิสัมพันธ์และการเอาใจ ใส่ต่อผู้อื่น เด็กที่ฉลาดด้านนี้จะมีมนุษยสัมพันธ์ดีเยี่ยม

ปัญญาที่ 7 ความฉลาดด้านเข้าใจตนเอง (Intrapersonal) เป็นความสามารถของบุคคลในการเข้าใจ ตนเอง มีความมั่นใจในตนเอง เข้าใจถึงศักยภาพของตนเอง

ปัญญาที่ 8 ความฉลาดด้านรู้จักธรรมชาติ (Natura lstic) เป็นปัญญาที่เด็กๆ จะสังเกตเห็นรูปแบบ และคุณลักษณะเฉพาะของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ชอบจัดระบบสิ่งของที่สะสมไว้

ปัญญาที่ 9 ปัญญาด้านอัตภาวนิยม จิตนิยม หรือการดํารงคงอยู่ของชีวิต (Existential intelligence) ชอบคิดสงสัยใคร่รู้ตั้งคําถามกับตัวเองในเรื่องความเป็นไปของชีวิตชีวิตหลังความตายเรื่องเหนือจริง

 

หลักการการประเมินพัฒนาการด้านพหุปัญญา

ตลอดเวลาที่ผู้สอนจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ต้องมีการประเมินผลตาม สถานการณ์จริง โดยประเมินตลอดการจัดการเรียนรู้ของผู้สอนโดยการบันทึกผลการ สอนปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะไว้หลังแผน การจัดการเรียนรู้และประเมินผล ผู้เรียนโดยเตรียมการล่วงหน้าว่าจะประเมินอะไร ประเมินอย่างไร ประเมินเมื่อใด ประเมินใคร และประเมินโดยใคร การประเมินจะประเมินตลอดเวลาที่จัดกิจกรรม การเรียนรู้

เทคนิควิธีที่เหมาะสม ในการประเมิน พัฒนาการด้านพหุปัญญา

1.      การสังเกตพฤติกรรมเด็ก

ประเภทของการสังเกต

1.การสังเกตแบบบรรยาย

2.ระเบียบพฤติการณ์ ( Anecdoctal Record ) เป็นการบันทึกพฤติกรรมของเด็กตามที่สังเกตได้ในช่วงระยะ เวลาสั้นๆ โดยบันทึกหลังจากพฤติกรรมนั้นเกิดขึ้นและเป็นการบันทึกจากความทรงจำ

ข้อสำคัญของการสังเกต จะต้องบันทึกตามพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริง โดยไม่แทรกข้อคิดเห็นหรือการประเมินของผู้สังเกต เนื้อหาของบันทึกพฤติกรรมแบบนี้มีส่วนประกอบสำคัญ คือ พฤติกรรมที่เกิดขึ้นเกิดขึ้นได้อย่างไร เกิดที่ไหน เมื่อไร มีการพูดหรือการกระทำ อะไรเกิดขึ้นบ้าง

ข้อดีของการบันทึกการสังเกต

1.เด็กไม่จำ เป็นต้องใช้ความสามารถในการอ่านและเขียน

2.เด็กจะไม่รู้สึกว่าตนกำ ลังถูกสังเกต หรือถูกบันทึกข้อมูลอยู่

3.กิจวัตรประจำ วัน หรือตารางเวลาในการเรียน หรือการทำ กิจกรรมของเด็กไม่มีการ

เปลี่ยนแปลง

4.ช่วยให้ครูได้ทราบข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับพฤติกรรมบางอย่างของเด็ก

5.เป็นวิธีการที่ได้รับการยอมรับจากนักการศึกษาปฐมวัยว่าเป็นวิธีที่เหมาะสม

2.การใช้แบบทดสอบ

การใช้แบบทดสอบการทดสอบ เพื่อต้องการทราบความรู้สึกของเด็กปฐมวัยโดยการสร้างสถานการณ์ รูปภาพแล้วให้เด็กตอบโดยเลือกรูปที่แสดงอารมณ์ต่างๆเพื่อประเมินความรู้สึกนึกคิดของเด็กที่มีต่อ เหตุการณ์ต่างๆ เช่นแบบทดสอบพัฒนาการด้านภาษาแบบทดสอบพัฒนาการด้านสติปัญญาแบบทดสอบ พัฒนาการด้านสังคมแบบทดสอบทักษะพื้นมฐานทางคณิตศาสตร์

เกณฑ์การเลือกแบบทดสอบ

1. ความจำ เป็นของการใช้แบบทดสอบ

2. ลักษณะข้อมูลที่ต้องการ

3. ความเชื่อถือได้ ( Reliability ) และความเที่ยงตรง ( Validity ) ของแบบทดสอบ

 4. ความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก

5. ความเหมาะสมและความสะดวกที่จะนำ ไปใช้

ประเภทของแบบทดสอบ

แบบทดสอบในระดับปฐมวัยแบ่ง ออกเป็น 2 แบบ

1.แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น ( Teacher - made )

2. แบบทดสอบมาตรฐาน ( Standardized test)

3. แบบสำรายการ

เป็นเครื่องมือที่ใช้ประกอบการสังเกตพฤติกรรมการปฎิบัติตามรายการที่แสดงไว้สังเกต พฤติกรรมการปฏิบัติที่แสดงถึงพฤติกรรมที่ต้องการหรือคุณลักษณะของผู้เรียนในประเด็นที่กำหนด

การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ / แบบสำรวจรายการ (Checklists)

- ตั้งวัตถุประสงค์ ต้องการศึกษาอะไร

- สร้างแบบสำรวจรายการ โดยใช้ทฤษฎีพัฒนาการเป็นหลัก

- ควรใช้ควบคู่กับแบบสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ

ข้อดีของการใช้แบบสำรวจรายการ (Checklists) ประหยัดเวลา บันทึกข้อมูลรวดเร็ว ยืดหยุ่นได้สะดวกต่อการทบทวน วิเคราะห์และตีความข้อมูล สามารถทำ อย่างต่อเนื่อง ไม่จำ เป็นต้องเสร็จทันที ไม่ซับซ้อน ง่ายต่อการฝึก บุคลากร/สามารถติดตามความก้าวหน้าพัฒนาการได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

 


สรุปองค์ความรู้จากการนำเสนอเทคนิคการประเมิน กลุ่ม 11 การประเมินพัฒนาการด้านปัญญา : ทั้งษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์



สรุปองค์ความรู้การนำเสนอ
เรื่อง การประเมินพัฒนาการด้านปัญญา : ทั้งษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์


                                                      รูปภาพ การเข้าร่วมกิจกรรมนำเสนอ

   

                                                          รูปภาพ การทำแบบทดสอบ

                    
                                                               รูปภาพ การทำแบบฝึก


                                                   รูปภาพ การทำแบบประเมินความพึงพอใจ


การประเมินพัฒนาการทางด้านปัญญา : ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

 สำหรับเด็กปฐมวัยเทคนิควิธี และ เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน

 

ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง กระบวนการต่าง ๆ ที่ นักวิทยาศาสตร์มาใช้ในการแสวงหาความรู้ เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากการฝึกฝนปฏิบัติความนึกคิดอย่างเป็นระบบของคนและความสามารถในการเลือกใช้ และกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ที่แสดงออกทีแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์หรือใช้ในการแก้ปัญหา ต่าง ๆ อีกทั้งเป็นทักษะทางสติปัญญา ที่ต้องอาที่ความคิดในระดับต่าง ๆ มาใช้ในการแก้ปัญหา

การเรียนวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย

เนื้อหาวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยคือ  สาระเกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กที่เด็กควรรู้  การเรียนการสอนมุ่งเพื่อให้เด็กเกิดความเข้าใจมากกว่าที่จะจำเป็นองค์ความรู้  การเรียนวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยแตกต่างจากเด็กวัยอื่นที่เด็กปฐมวัยมีการเจริญของสมองที่รวดเร็วและต้องการการกระตุ้นเพื่อการงอกงามของใยสมองในช่วงปฐมวัย

วิทยาศาสตร์ที่เด็กเรียนจำแนกเป็น  4  หน่วย

                       หน่วยที่  1     การสังเกตโลกรอบตัว

                       หน่วยที่  2     การรับรู้ทางประสาทสัมผัสและการเรียนรู้

                       หน่วยที่  3     รู้ทรงและสิ่งที่เกี่ยวข้อง

                       หน่วยที่  4     การจัดหมู่และการจำแนกประเภท


ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ขั้นพื้นฐาน มี 8 ทักษะ ดังนี้

1.ทักษะการสังเกต เป็นการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 อย่างใด อย่างหนึ่งหรือ ใช้หลายอย่างร่วมกัน ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และผิวกาย เพื่อค้นหาและบอกรายละเอียดของสิ่งต่าง ๆ ที่สังเกตโดยที่ไม่ใส่ความคิดเห็นของผู้สังเกตลงไป

2.ทักษะการจำแนกประเภท เป็นการแบ่งพวกการจัดกลุ่มสิ่งต่าง ๆ หรือการเรียงลำดับวัตถุ หรือเหตุการณ์ต่าง ๆออกเป็นหมวดหมู่ โดยใช้ความเหมือนกันหรือความแตกต่างกัน มาเป็นเกณฑ์ในการจำแนกวัตถุ เหตุการณ์ หรือสิ่งต่าง ๆ ออกจากกัน

3.ทักษะการวัด เป็นการเลือกและการใช้เครื่องมือต่าง ๆ เพื่อหาค่าของสิ่งต่าง ๆ ออกมาเป็นตัวเลขได้ถูกต้องและเหมาะสม กับสิ่งที่ต้องการวัดรวมทั้งบอกหรือระบุหน่วยของตัวเลขที่ได้มาจากการวัดอย่างถูกต้อง

4.ทักษะการใช้จำนวน เป็นการใช้ความรู้สึกเชิงจำนวนและการคำนวณ โดยการนับจำนวนหรือคิดคำนวณเพื่อบรรยายหรือระบุรายละเอียดเชิงปริมาณของสิ่งที่สังเกตหรือทดลองได้

5.ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูลเป็นการใช้ความคิดเห็นจากความรู้หรือประสบการณ์เดิม เพื่ออธิบายข้อมูลที่ได้จากการสังเกตอย่างมีเหตุผลโดยอาศัยข้อมูลหรือสารสนเทศที่เคยเก็บรวบรวมไว้ในอดีต

6.ทักษะการจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูลเป็นการนำข้อมูลที่รวบรวมได้จากวิธีการต่าง ๆ มาจัดกระทำให้อยู่ในรูปแบบที่มีความหมายหรือ มีความสัมพันธ์กันมากขึ้นรวมทั้งนำข้อมูลมาจัดกระทำในรูปแบบต่าง ๆ เช่น แผนภาพ แผนภูมิ ตาราง กราฟการเขียนบรรยาย สมการ เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจความหมายได้ง่ายขึ้น

7.ทักษะการหาความสัมพันธ์ของสเปซกับเวลา   แบ่งได้ 2 แบบคือ การหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปซกับสเปซ เป็นการหาความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ที่วัตถุต่าง ๆ ครอบครองอยู่การหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปซกับเวลา เป็นการหาความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ที่วัตถุครอบครองเมื่อเวลาผ่านไป

8.ทักษะการพยากรณ์ เป็นการคาดคะเนผลลัพธ์ของปรากฏการณ์ สถานการณ์ การสังเกตหรือการทดลองไว้ล่วงหน้า โดยอาศัยข้อมูลหรือประสบการณ์ของเรื่องนั้น ที่เกิดซ้ำ ๆเป็นแบบรูปมาช่วยในการคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้น


กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ทั้ง  5  ขั้น

การสังเกต  ครูต้องสอนให้เด็กรู้จักสังเกตใช้เทคนิคการสังเกตเป็น เด็กต้องได้รับการสอนให้รู้จักสังเกตปรากฏการณ์หรือการกระทำอย่างระมัดระวังและถี่ถ้วน จากการสังเกตนอกจากการใช้ตาดูเด็กอาจต้องใช้หูฟัง  จมูกดมกลิ่น  ลิ้นชิมรส  กายสัมผัสหรือรับความรู้สึกหรือใช้ทุกอย่างร่วมกัน

การจำแนกเปรียบเทียบ  การจำแนกเป็นทักษะพื้นฐานที่ใช้ในการจัดระเบียบข้อมูล ซึ่งในการจำแนกนี้เด็กต้องสามารถเปรียบเทียบและบอกข้อแตกต่างของคุณสมบัติ ถ้าเด็กเล็กมากเด็กอาจจำแนกสีหรือจำแนกรูปร่างได้  การจำแนกหรือเปรียบเทียบสำหรับเด็กปฐมวัยต้องใช้คุณสมบัติหยาบ ๆ เห็นรูปธรรมเด็กจึงจะทำได้

 การวัด  การวัดเป็นกระบวนการรวบรวมข้อมูลและตัดสินเพื่อบอกว่าขนาด ปริมาณของสิ่งที่เห็นคืออะไร  เด็กปฐมวัยจึงใช้การวัดเป็นการเปรียบเทียบเชิงปริมาณโดยสามารถใช้เครื่องมือวัดอย่างหยาบได้ สามารถบอกมาก-น้อยกว่ากันได้

          การสื่อสาร  ทักษะการสื่อสารจำเป็นมากในกระบวนการวิทยาศาสตร์  เพราะการสื่อสารเป็นทางบอกว่าเด็กได้ สังเกต  จำแนก  เปรียบเทียบ  หรือวัดเป็นหรือไม่  เข้าใจข้อมูลหรือสิ่งที่ศึกษาในระดับใด ด้วยการกระตุ้นให้เด็กแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน  อภิปรายข้อค้นพบ  บอก และบันทึกสิ่งที่พบ

การทดลอง  เด็กปฐมวัยเป็นนักทดลองมาโดยกำเนิด เช่น  การรื้อค้น  การกระแทก  การทุบ  การโยนสิ่งของหรือการเล่นจากการเล่นเป็นการเรียนรู้ ซึ่งมักเป็นการทดลองแบบลองผิดลองถูก  แต่การทดลองทางวิทยาศาสตร์จะถูกจัดระเบียบมากขึ้น มีการควบคุมให้เด็กทำอย่างมีระเบียบวิธีมีการสังเกตอย่างมีความหมาย เช่น  การทดลองการกระจายของหยดสีในน้ำที่มีความเข้มข้นไม่เท่ากัน เด็กจะสังเกตเห็นสีสด  สีจาง ต่างกัน

          การสรุปและการนำไปใช้  เด็กปฐมวัยมีความสามารถสรุปได้เฉพาะข้อมูลเชิงประจักษ์ เด็กสามารถบอกว่าอะไรเกิดขึ้น  สาเหตุใด มีผลอย่างไร  แต่เป็นไปตามสายตาที่เห็นเป็นรูปธรรมเท่านั้น ซึ่งการทดลองวิทยาศาสตร์  ทำให้เด็กเห็นจริงกับตา สัมผัสกับมือ  เด็กจะบอกได้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นการได้ฝึกทักษะอย่างเป็นกระบวนการจะทำให้เด็กสามารถบอกได้ว่าจะนำไปใช้ทำอะไร หรือนำไปใช้แก้ปัญหาอย่างไรได้ด้วย

 

สาระวิทยาศาสตร์ที่เด็กต้องเรียน

     1.  สาระเกี่ยวกับพืช  ได้แก่  พืช  เรื่องที่นำมาเรียนได้แก่  ต้นไม้  ดอกไม้  ผลไม้  การปลูกพืช  การใช้ประโยชน์จากพืช

               2. สาระเกี่ยวกับสัตว์  ได้แก่ ประเภทของสัตว์  สวนสัตว์  การเลี้ยงสัตว์

               3. สาระเกี่ยวกับฟิสิกส์  เช่น การจม  การลอย  ความร้อน  ความเย็น

               4. สาระเกี่ยวกับเคมี  ได้แก่  รสผลไม้  การละลายของน้ำแข็ง

               5. สาระเกี่ยวกับธรณีวิทยา  ได้แก่ ดิน  ทราย  หิน ภูเขา

               6. สาระเกี่ยวกับดาราศาสตร์  ได้แก่ ดวงอาทิตย์  ดวงจันทร์  ดาว  ฤดูกาล

 

หลักการประเมินทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

 ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มาจากคำว่าทักษะและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะ หมายถึง ความชำนาญ ความคล่องแคล่ว และความแม่นยำ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง กระบวนการที่นักวิทยาศาสตร์ใช้หาความรู้ และหาคำตอบในสิ่งที่สงสัย ซึ่งเป็นกระบวนการที่เป็นระบบมีเหตุผล ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง ความชำนาญ ความคล่องแคล่ว ความแม่นยำของการใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่อแสวงหาความรู้หรือหาคำตอบ ในสิ่งที่สงสัยในขณะที่มีการค้นคว้าหาความรู้ ตามขั้นตอนของวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ผู้ทำการศึกษาค้นคว้าต้องมีการปฏิบัติและฝึกฝนทางความคิดอย่างเป็นระบบ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สำหรับเด็กปฐมวัย ตามความคิดเห็นของนักการศึกษา พอสรุปได้ว่า ทักษะที่ควรส่งเสริมให้กับเด็ก ปฐมวัยมีดังนี้ 

    1.ทักษะการสังเกต

    2.ทักษะการจำแนกประเภท

    3.ทักษะการวัดและทักษะการเปรียบเทียบ

    4.ทักษะการสื่อความหมาย

    5.ทักษะการลงความเห็น 

    6.ทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างมิติและเวลา


เทคนิควิธีการประเมินผลพัฒนาการทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

     1. ขั้นศึกษาพฤติกรรม

           1.1 การสังเกต ครูควรทำการสังเกตเด็กขณะเล่น และทำกิจกรรมทั้งเป็นรายบุคคลและรายกลุ่ม แล้วบันทึกข้อมูลตามสภาพที่สังเกตได้จริง

1.2 การสนทนา เมื่อได้ข้อมูลจากการสังเกตเด็กแล้ว การสนทนากับเด็กช่วยให้ผู้สนทนาได้รู้ถึงความคิด และพัฒนาการทางภาษาโดยควรทำความคุ้นเคยและสนทนากับเด็กให้เป็นไปตามธรรมชาติที่สุดเพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นจริง

1.3  การสะสมผลงานของเด็กปฐมวัยเป็นชิ้นงานที่แสดงออกถึงความคิดของเด็กได้เป็นอย่างดี เช่น การ

เก็บสะสมผลงานการวาดภาพตามใจชอบของเด็กโดยขณะที่เด็กวาดเสร็จแล้วครูสอบถามว่า "หนูวาดภาพอะไรเล่าให้ครูฟังหน่อย" แล้วครูบันทึกคำพูดเด็ก ช่วยให้ทราบว่าเด็กคิดอะไร เด็กมีภูมิหลังอย่างไร และเด็กกำลังสนใจเกี่ยวกับเรื่องอะไร

1.4 การซักถาม ครูควรถามเด็กเกี่ยวกับการดำเนินกิจกรรมในกิจวัตรประจำวันแต่ละกิจกรรมที่ครูเตรียมไว้ให้เด็กจะช่วยให้ครูเห็นพัฒนาการและความสนใจของเด็กได้เป็นอย่างดี เช่น กิจกรรมการเคลื่อนไหวและจังหวะ กิจกรรมการเล่านิทาน และกิจกรรมเล่นตามมุม เป็นต้น ครูควรให้ความเป็นกันเองกับเด็กที่ครูชักถามอย่างทั่วถึงและเป็นไปตามธรมชาติ

     2. ขั้นบันทึกและสรุปพฤติกรรม

         การบันทึกพฤติกรรมของเด็กครูควรสังเกตและจดบันทึกพฤติกรรมจากการสังเกตพัฒนาการ การสนทนา การสะสมผลงาน และทดสอบด้วยวาจา โดยบันทึกตามสภาพที่เป็นจริงของเด็กแต่ละคนโดยไม่ใส่ความคิดเห็นส่วนตัวลงไป จากนั้นสรุปพฤติกรรมของเด็กแต่ละคนตามความเป็นจริง จะช่วยให้ครู้จักและเข้าใจเด็กสามารถดูแลและให้ความช่วยเหลือเด็กได้เป็น

    3. ขั้นบันทึกแบบประเมิน

         แบบประเมินพัฒนาการเป็นแบบที่สร้างขึ้นเพื่อประเมินพัฒนาการเด็กแต่ละคนว่าสามารถปฏิบัติได้ตามความสามารถตามวัยหรือไม่ โดยมีลำดับของพัฒนาการจากง่ายไปสู่ยากเมื่อนำความสามารถที่เด็กปฏิบัติได้จริงมาเทียบกับแบบประเมินช่วยให้ครูทราบว่าเด็กแต่ละคนมีพัฒนาการในขั้นใดเหมาะสมกับวัยหรือไม่ โดยไม่ควรนำผลการประเมินของเด็กแต่ละคนมาเปรียบเทียบกัน

     4. ขั้นพิจารณาจัดประสบการณ์สำหรับเด็ก

          การจัดประสบการณ์สำหรับเด็กให้เหมาะสมกับธรรมชาติตามวัยความรู้ความสามารถและความสนใจของเด็กช่วยให้เด็กได้รับการพัฒนาอย่างแท้จริง โดยหลังจากได้บันทึกข้อมูลของเด็กลงในแบบประเมินพัฒนาการแล้ว

 


สรุปองค์ความรู้จากการนำเสนอเทคนิคการประเมิน กลุ่ม 9 การประเมินพัฒนาการทางด้านสติปัญญา (ภาษา) ฟัง พูด อ่าน เขียน การรู้หนังสือขั้นต้นของเด็กปฐมวัย

 

สรุปองค์ความรู้การนำเสนอ
เรื่อง การประเมินพัฒนาการทางด้านสติปัญญา (ภาษา) ฟัง พูด อ่าน เขียน การรู้หนังสือขั้นต้นของเด็กปฐมวัย

    
                                                    รูปภาพ การเข้าร่วมการนำเสนอ


    
                                                รูปภาพ การทำแบบทดสอบ ก่อนทำกิจกรรม




                                              รูปภาพ การทำแบบทดสอบ หลังทำกิจกรรม

การประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญา (ภาษา) ของเด็กปฐมวัย

การนำเสนอเทคนิควิธี เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน

พัฒนาการทางสติปัญญานั้น คือความสามารถทางสมองของบุคคลที่แสดงออกในความสามารถ เช่นในการจำ การคิด ภาษา ความจำ การแก้ปัญหา และความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ความสามารถทางสติปัญญาได้มาจากพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมซึ่งพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ และสามารถวัดได้ด้วยเครื่องมือทดสอบทางด้านสติปัญญา

 

ลักษณะพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กปฐมวัยมีดังนี้

1.  พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัย 1 ปี

รู้จักเชื่อมโยงคำพูดกับการกระทำ ชอบฟังคำช้ำ ๆ เสียงสูง ๆ ต่ำ ๆ รู้ว่าทำต่าง ๆ เป็นสัญลักษณ์ของวัตถุนั้น ๆ เริ่มพูดเป็นคำใหม่ ค้นหาที่ปิดช่อนจากสายตาได้ รู้จักชื่อตนเอง แสดงความคิด จินตนาการ

2.  พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัย 2 ปี

ด้านสติปัญญา เป็นวัยที่อยากรู้อยากเห็น สนใจกันคว้าสำรวจสิ่งต่าง ๆรอบตัว เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ โดยการเลียนแบบผู้ที่อยู่ใกล้ชิดหรือเด็กอื่น

3.  พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัย 3 ปี

ด้านสติปัญญา เป็นวัยที่อยากรู้อยากเห็นทุกอย่างรอบตัว สำรวจสิ่งต่าง ๆที่เหมือนกันและต่างกันได้ เรียนรู้จากการสังเกตและเลียนแบบผู้อื่น จำแนกสิ่งต่าง ๆด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า

4.  พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัย 4 ปี 

ด้านสติปัญญา บอกชื่อและนามสกุลของตนเอง เด็กในวัยนี้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ด้วยการจำแนกด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า สำรวจและทดลองเล่นกับสิ่งของหรือของเล่นต่าง ๆ ตามคิดของตนเอง พยายามแก้ปัญหาด้วยตนเองหลังจากได้รับคำชี้แนะ

5.  พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กระหว่าง 5-6 ปี

ด้านสติปัญญา สามารถฟังเรื่องราวและถ่ายทอดให้ผู้อื่นฟังได้ บอกชื่อ นามสกุล และอายุของตนเอง สร้างผลงานตามความคิดของตนเอง โดยมีรายละเอียดเพิ่มขึ้นและแปลกใหม่ พยายามหาวิธีแก้ปัญหาด้วยตนเอง

 

ความสำคัญของพัฒนาการด้านสติปัญญา

ความสำคัญของพัฒนาการด้านสติปัญญา แบ่งออกเป็น 6 ส่วน ดังนี้

1.      การคิด

2.      การใช้ภาษาในการสื่อสาร ด้วยการฟัง การพูด การอ่าน การเขียน

3.      การสังเกต การจำแนก และการเปรียบเทียบ

4.      จำนวน ทั้งการนับจำนวนและการรู้ค่าของจำนวน

5.      มิติสัมพันธ์

6.      เวลา ใช้ในการเปรียบเทียบเวลาต่าง ๆ เรียงลำดับเหตุการณ์ และความเข้าใจเกี่ยวกับฤดูกาล

 

การส่งเสริมทักษะทางภาษา เป็นการฝึกให้เด็กได้เปล่งเสียง เลียนเสียงพูดของผู้คน เสียงสัตว์ ต่าง ๆ รู้จักชื่อเรียกของตนเอง ชื่ออวัยวะส่วนต่าง 1 ของร่างกาย ชื่อพ่อแม่หรือผู้คนใกล้ชิดและชื่อสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ตลอดจนฝึกให้เด็กรู้จักสื่อความหมายด้วยคำพูดและท่าทางชี้ชวนและสนให้รู้จักชื่อเรียกสิ่งต่าง ๆ จากของจริง อ่านหนังสือนิทานภาพหรือร้องเพลงง่าย ๆ ให้เด็กฟัง

 

ความหมายของภาษาแบ่งออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ การฟัง การพูด การอ่าน การเขียน ซึ่งจะมีเนื้อหาที่แตกต่างกันออกไปในแต่ด้าน ดังนี้ การฟัง เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้เสียงที่ได้ยิน การตระหนักถึงความหมายของเสียงนั้นในบริบทแวดล้อม และการตีความสิ่งที่ได้ยินโดยเชื่อมโยงกับความรู้เดิม การรวบรวมข้อมูล การจินตนาการหรือความชื่นชอบของเด็ก การพูด เป็นสิ่งสำคัญในการสื่อสารกับผู้อื่น สาระที่เด็กควรเรียนรู้เพื่อให้สามารถสื่อสารกับผู้อื่นอย่างมีความหมาย และตรงตามความต้องการของเด็ก การอ่านเป็นกระบวนการที่เด็กใช้ในการถอดรหัสสัญลักษณ์ และทำความเข้าใจความหมายที่ผู้เขียนต้องการถ่ายทอดผ่านสัญลักษณ์เหล่านั้น องค์ประกอบของการอ่านที่เด็กการเรียนรู้ การเขียน เป็นกระบวนการแสดงออกถึงความรู้สึก ความต้องการ และความคิดผ่านทางเครื่องหมายและสัญลักษณ์ต่าง ๆ องค์ประกอบของการเขียนที่เด็กควรเรียนรู้

ภาษามีความสำคัญต่อเด็กปฐมวัย เป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดความคิด ช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทางสังคม เกิดความอบอุ่น ทำให้เกิดแนวคิดสามารถสร้างจินตนาการขึ้นมาได้ เป็นพื้นฐานในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ

องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อพัฒนาการทางด้านภาษานั้นมีปัจจัยหลาย ๆ อย่างด้วยกัน เช่นสุขภาพร่างกาย สติปัญญา ซึ่งไม่ว่าจะเป็นทางกรรมพันธุ์หรือสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการเรียนก็ล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางด้านภาษาของเด็กเป็นอย่างมาก

การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย

การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัยเป็นการประเมินเด็กอย่างรอบด้านเป็นระบบคอบคลุมพัฒนาการอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง ตามสภาพจริงจากการผู้ปฏิบัติในกิจวัตรประจำวัน ซึ่งเป็นการประเมินเด็กเป็นรายบุคคล

หลักการประเมินพัฒนาการของเด็กตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 มีดังนี้

การประเมินพัฒนาการเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ควรประเมินให้ครอบคลุมทุกช่วงอายุ

1.  ประเมินพัฒนาการของเด็กทุกด้าน

2.  ประเมินเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง

3.  ประเมินด้วยวิธีการที่หลากหลาย ซึ่งวิธีประเมินที่เหมาะสมกับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี มีการสังเกตพฤติกรรมของเด็กในกิจกรรมต่าง ๆ และกิจวัตรประจำวัน การบันทึกพฤติกรรม การสนทนา การสัมภาษณ์เด็กและผู้ใกล้ชิด และการวิเคราะห์ข้อมูลจากผลงานเด็ก

4. บันทึกพัฒนาการลงในสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก (เล่มสีชมพู) และใช้คู่มือการเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย (DSPM) ของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข หรือหน่วยงานอื่น

5. นำผลที่ได้จากการประเมินพัฒนาการไปพิจารณาจัดกิจกรรมเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้และมีพัฒนาการเหมาะสมตามวัย

การประเมินพัฒนาการเด็กอายุ 3-6 ปี เป็นการประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกายอารณ์-จิตใจสังคมและสติปัญญาของเด็ก

1.  แผนการประเมินพัฒนาการอย่างเป็นระบบ

2.  วางแผนประเมินพัฒนาการเด็กครบทุกด้าน

3.  ประเมินพัฒนาการเด็กเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่องตลอดปี

4. ประเมินพัฒนาการตามสภาพจริงจากกิจกรรมประจำวันด้วยเครื่องมือและวิธีการที่หลากหลายไม่ควรใช้แบบทดสอบ

5.  สรุปผลการประเมิน จัดทำข้อมูลและนำผลการประเมินไปใช้พัฒนาเด็ก

สำหรับวิธีการประเมินที่เหมาะสมและควรใช้กับเด็กอายุ 3-6 ปีได้แก่การสังเกต การบันทึกพฤติกรรมการสนทนากับเด็ก การสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูลจากผลงานเด็กที่เก็บอย่างมีระบบ

 

วิธีการประเมินผล

การประเมินจะประเมินตามสภาพจริงของผู้เรียน โดยการสังเกต สนทนา สัมภาษณ์เก็บรวบรวผลงานหรือชิ้นงานในรูปแบบแฟ้มสะสมผลงาน ที่ผู้เรียนแสดงออกเพื่อเป็นการเปรียบเทียบพัฒนาการของผู้เรียนในระดับต่อไป โดยมีวิธีการประเมินผลที่หลากหลาย ได้แก่

การสังเกตพฤติกรรมของเด็ก โดยครูเป็นผู้สังเกต ขณะเด็กทำกิจกรรม

การบันทึกพฤติกรรมของเด็ก โดยการสัมภาษณ์

สารสัมพันธ์ระหวางผู้ปกครองกับโรงเรียน โดยผ่านสมุดรายงานพฤติกรรม

สอบถามพฤติกรรมเด็กจากผู้ปกครองในวันนัดประเมินพัฒนาการ

การให้ความร่วมมือและมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมของเด็ก

การสนทนา โต้ตอบคำถาม และแสดงความคิดเห็นได้อย่างเหมาะสม

การนำเสนอผลงานหน้าชั้นเรียน

การใช้แบบทบทวนเนื้อหาตามหน่วยการเรียนการสอน

การรวบรวมผลงานในรูปแบบของแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio)

เครื่องมือสำหรับการประเมินพฤติกรรมด้านภาษาของเด็กปฐมวัย

แบบสังเกตพฤติกรรมด้านภาษา เป็นเครื่องมือที่มีการออกแบบสำหรับสังเกตพฤติกรรมทางภาษาที่ต้องการสังเกตได้ชัดเจน เป็นเครื่องมือที่ง่ายและสะดวกในการใช้ โดยสามารถกำหนดรายการพฤติกรรมทางภาษาที่ต้องการศึกษาอย่างเป็นลำดับชั้นทั้งเป็นรายบุคคลและรายกลุ่ม เพื่อนำผลการสังเกตพัฒนาการและความก้าวหน้าทางภาษามาใช้ในการวางแผนการจัดการเรียนรู้และพัฒนาเด็ก ดังตัวอย่างแบบสังเกตพฤติกรรม

 


ผลการประเมินงาน Blog

 รูปแบบการประเมินงาน Blog  ผลการประเมินงาน Blog