สรุปองค์ความรู้การนำเสนอ
เรื่อง การประเมินพัฒนาการด้านปัญญา : ทั้งษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
รูปภาพ การเข้าร่วมกิจกรรมนำเสนอ
รูปภาพ การทำแบบทดสอบ
รูปภาพ การทำแบบประเมินความพึงพอใจ
การประเมินพัฒนาการทางด้านปัญญา
: ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
สำหรับเด็กปฐมวัยเทคนิควิธี และ
เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง กระบวนการต่าง ๆ ที่ นักวิทยาศาสตร์มาใช้ในการแสวงหาความรู้
เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากการฝึกฝนปฏิบัติความนึกคิดอย่างเป็นระบบของคนและความสามารถในการเลือกใช้
และกระบวนการ
ทางวิทยาศาสตร์ที่แสดงออกทีแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์หรือใช้ในการแก้ปัญหา ต่าง
ๆ อีกทั้งเป็นทักษะทางสติปัญญา ที่ต้องอาที่ความคิดในระดับต่าง ๆ
มาใช้ในการแก้ปัญหา
การเรียนวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย
เนื้อหาวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยคือ
สาระเกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กที่เด็กควรรู้
การเรียนการสอนมุ่งเพื่อให้เด็กเกิดความเข้าใจมากกว่าที่จะจำเป็นองค์ความรู้
การเรียนวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยแตกต่างจากเด็กวัยอื่นที่เด็กปฐมวัยมีการเจริญของสมองที่รวดเร็วและต้องการการกระตุ้นเพื่อการงอกงามของใยสมองในช่วงปฐมวัย
วิทยาศาสตร์ที่เด็กเรียนจำแนกเป็น
4 หน่วย
หน่วยที่ 1 การสังเกตโลกรอบตัว
หน่วยที่ 2 การรับรู้ทางประสาทสัมผัสและการเรียนรู้
หน่วยที่ 3 รู้ทรงและสิ่งที่เกี่ยวข้อง
หน่วยที่ 4 การจัดหมู่และการจำแนกประเภท
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ขั้นพื้นฐาน มี 8 ทักษะ ดังนี้
1.ทักษะการสังเกต
เป็นการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 อย่างใด อย่างหนึ่งหรือ
ใช้หลายอย่างร่วมกัน ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และผิวกาย เพื่อค้นหาและบอกรายละเอียดของสิ่งต่าง
ๆ ที่สังเกตโดยที่ไม่ใส่ความคิดเห็นของผู้สังเกตลงไป
2.ทักษะการจำแนกประเภท เป็นการแบ่งพวกการจัดกลุ่มสิ่งต่าง ๆ
หรือการเรียงลำดับวัตถุ หรือเหตุการณ์ต่าง ๆออกเป็นหมวดหมู่ โดยใช้ความเหมือนกันหรือความแตกต่างกัน
มาเป็นเกณฑ์ในการจำแนกวัตถุ เหตุการณ์ หรือสิ่งต่าง ๆ ออกจากกัน
3.ทักษะการวัด
เป็นการเลือกและการใช้เครื่องมือต่าง ๆ เพื่อหาค่าของสิ่งต่าง ๆ
ออกมาเป็นตัวเลขได้ถูกต้องและเหมาะสม
กับสิ่งที่ต้องการวัดรวมทั้งบอกหรือระบุหน่วยของตัวเลขที่ได้มาจากการวัดอย่างถูกต้อง
4.ทักษะการใช้จำนวน เป็นการใช้ความรู้สึกเชิงจำนวนและการคำนวณ
โดยการนับจำนวนหรือคิดคำนวณเพื่อบรรยายหรือระบุรายละเอียดเชิงปริมาณของสิ่งที่สังเกตหรือทดลองได้
5.ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูลเป็นการใช้ความคิดเห็นจากความรู้หรือประสบการณ์เดิม
เพื่ออธิบายข้อมูลที่ได้จากการสังเกตอย่างมีเหตุผลโดยอาศัยข้อมูลหรือสารสนเทศที่เคยเก็บรวบรวมไว้ในอดีต
6.ทักษะการจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูลเป็นการนำข้อมูลที่รวบรวมได้จากวิธีการต่าง ๆ
มาจัดกระทำให้อยู่ในรูปแบบที่มีความหมายหรือ มีความสัมพันธ์กันมากขึ้นรวมทั้งนำข้อมูลมาจัดกระทำในรูปแบบต่าง ๆ เช่น แผนภาพ แผนภูมิ ตาราง กราฟการเขียนบรรยาย สมการ เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจความหมายได้ง่ายขึ้น
7.ทักษะการหาความสัมพันธ์ของสเปซกับเวลา แบ่งได้ 2 แบบคือ การหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปซกับสเปซ
เป็นการหาความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ที่วัตถุต่าง ๆ ครอบครองอยู่การหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปซกับเวลา
เป็นการหาความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ที่วัตถุครอบครองเมื่อเวลาผ่านไป
8.ทักษะการพยากรณ์ เป็นการคาดคะเนผลลัพธ์ของปรากฏการณ์ สถานการณ์ การสังเกตหรือการทดลองไว้ล่วงหน้า โดยอาศัยข้อมูลหรือประสบการณ์ของเรื่องนั้น ที่เกิดซ้ำ ๆเป็นแบบรูปมาช่วยในการคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้น
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ทั้ง
5 ขั้น
การสังเกต ครูต้องสอนให้เด็กรู้จักสังเกตใช้เทคนิคการสังเกตเป็น เด็กต้องได้รับการสอนให้รู้จักสังเกตปรากฏการณ์หรือการกระทำอย่างระมัดระวังและถี่ถ้วน จากการสังเกตนอกจากการใช้ตาดูเด็กอาจต้องใช้หูฟัง จมูกดมกลิ่น ลิ้นชิมรส กายสัมผัสหรือรับความรู้สึกหรือใช้ทุกอย่างร่วมกัน
การจำแนกเปรียบเทียบ การจำแนกเป็นทักษะพื้นฐานที่ใช้ในการจัดระเบียบข้อมูล ซึ่งในการจำแนกนี้เด็กต้องสามารถเปรียบเทียบและบอกข้อแตกต่างของคุณสมบัติ ถ้าเด็กเล็กมากเด็กอาจจำแนกสีหรือจำแนกรูปร่างได้ การจำแนกหรือเปรียบเทียบสำหรับเด็กปฐมวัยต้องใช้คุณสมบัติหยาบ ๆ เห็นรูปธรรมเด็กจึงจะทำได้
การวัด การวัดเป็นกระบวนการรวบรวมข้อมูลและตัดสินเพื่อบอกว่าขนาด ปริมาณของสิ่งที่เห็นคืออะไร เด็กปฐมวัยจึงใช้การวัดเป็นการเปรียบเทียบเชิงปริมาณโดยสามารถใช้เครื่องมือวัดอย่างหยาบได้ สามารถบอกมาก-น้อยกว่ากันได้
การสื่อสาร ทักษะการสื่อสารจำเป็นมากในกระบวนการวิทยาศาสตร์
เพราะการสื่อสารเป็นทางบอกว่าเด็กได้ สังเกต จำแนก เปรียบเทียบ หรือวัดเป็นหรือไม่ เข้าใจข้อมูลหรือสิ่งที่ศึกษาในระดับใด ด้วยการกระตุ้นให้เด็กแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน
อภิปรายข้อค้นพบ บอก และบันทึกสิ่งที่พบ
การทดลอง เด็กปฐมวัยเป็นนักทดลองมาโดยกำเนิด เช่น การรื้อค้น การกระแทก การทุบ การโยนสิ่งของหรือการเล่นจากการเล่นเป็นการเรียนรู้ ซึ่งมักเป็นการทดลองแบบลองผิดลองถูก แต่การทดลองทางวิทยาศาสตร์จะถูกจัดระเบียบมากขึ้น มีการควบคุมให้เด็กทำอย่างมีระเบียบวิธีมีการสังเกตอย่างมีความหมาย เช่น การทดลองการกระจายของหยดสีในน้ำที่มีความเข้มข้นไม่เท่ากัน เด็กจะสังเกตเห็นสีสด สีจาง ต่างกัน
การสรุปและการนำไปใช้ เด็กปฐมวัยมีความสามารถสรุปได้เฉพาะข้อมูลเชิงประจักษ์ เด็กสามารถบอกว่าอะไรเกิดขึ้น สาเหตุใด มีผลอย่างไร แต่เป็นไปตามสายตาที่เห็นเป็นรูปธรรมเท่านั้น ซึ่งการทดลองวิทยาศาสตร์ ทำให้เด็กเห็นจริงกับตา สัมผัสกับมือ เด็กจะบอกได้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นการได้ฝึกทักษะอย่างเป็นกระบวนการจะทำให้เด็กสามารถบอกได้ว่าจะนำไปใช้ทำอะไร หรือนำไปใช้แก้ปัญหาอย่างไรได้ด้วย
สาระวิทยาศาสตร์ที่เด็กต้องเรียน
1. สาระเกี่ยวกับพืช ได้แก่ พืช เรื่องที่นำมาเรียนได้แก่ ต้นไม้ ดอกไม้ ผลไม้ การปลูกพืช การใช้ประโยชน์จากพืช
2. สาระเกี่ยวกับสัตว์ ได้แก่ ประเภทของสัตว์ สวนสัตว์ การเลี้ยงสัตว์
3. สาระเกี่ยวกับฟิสิกส์ เช่น การจม การลอย ความร้อน ความเย็น
4. สาระเกี่ยวกับเคมี ได้แก่ รสผลไม้ การละลายของน้ำแข็ง
5. สาระเกี่ยวกับธรณีวิทยา ได้แก่ ดิน ทราย หิน ภูเขา
6. สาระเกี่ยวกับดาราศาสตร์ ได้แก่ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดาว ฤดูกาล
หลักการประเมินทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
มาจากคำว่าทักษะและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะ หมายถึง ความชำนาญ
ความคล่องแคล่ว และความแม่นยำ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง
กระบวนการที่นักวิทยาศาสตร์ใช้หาความรู้ และหาคำตอบในสิ่งที่สงสัย
ซึ่งเป็นกระบวนการที่เป็นระบบมีเหตุผล ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง
ความชำนาญ ความคล่องแคล่ว
ความแม่นยำของการใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่อแสวงหาความรู้หรือหาคำตอบ
ในสิ่งที่สงสัยในขณะที่มีการค้นคว้าหาความรู้ ตามขั้นตอนของวิธีการทางวิทยาศาสตร์
ผู้ทำการศึกษาค้นคว้าต้องมีการปฏิบัติและฝึกฝนทางความคิดอย่างเป็นระบบ
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สำหรับเด็กปฐมวัย ตามความคิดเห็นของนักการศึกษา
พอสรุปได้ว่า ทักษะที่ควรส่งเสริมให้กับเด็ก ปฐมวัยมีดังนี้
1.ทักษะการสังเกต
2.ทักษะการจำแนกประเภท
3.ทักษะการวัดและทักษะการเปรียบเทียบ
4.ทักษะการสื่อความหมาย
5.ทักษะการลงความเห็น
6.ทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างมิติและเวลา
เทคนิควิธีการประเมินผลพัฒนาการทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
1. ขั้นศึกษาพฤติกรรม
1.1 การสังเกต ครูควรทำการสังเกตเด็กขณะเล่น และทำกิจกรรมทั้งเป็นรายบุคคลและรายกลุ่ม แล้วบันทึกข้อมูลตามสภาพที่สังเกตได้จริง
1.2 การสนทนา เมื่อได้ข้อมูลจากการสังเกตเด็กแล้ว
การสนทนากับเด็กช่วยให้ผู้สนทนาได้รู้ถึงความคิด
และพัฒนาการทางภาษาโดยควรทำความคุ้นเคยและสนทนากับเด็กให้เป็นไปตามธรรมชาติที่สุดเพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นจริง
1.3
การสะสมผลงานของเด็กปฐมวัยเป็นชิ้นงานที่แสดงออกถึงความคิดของเด็กได้เป็นอย่างดี
เช่น การ
เก็บสะสมผลงานการวาดภาพตามใจชอบของเด็กโดยขณะที่เด็กวาดเสร็จแล้วครูสอบถามว่า
"หนูวาดภาพอะไรเล่าให้ครูฟังหน่อย" แล้วครูบันทึกคำพูดเด็ก
ช่วยให้ทราบว่าเด็กคิดอะไร เด็กมีภูมิหลังอย่างไร
และเด็กกำลังสนใจเกี่ยวกับเรื่องอะไร
1.4
การซักถาม
ครูควรถามเด็กเกี่ยวกับการดำเนินกิจกรรมในกิจวัตรประจำวันแต่ละกิจกรรมที่ครูเตรียมไว้ให้เด็กจะช่วยให้ครูเห็นพัฒนาการและความสนใจของเด็กได้เป็นอย่างดี
เช่น กิจกรรมการเคลื่อนไหวและจังหวะ กิจกรรมการเล่านิทาน และกิจกรรมเล่นตามมุม
เป็นต้น ครูควรให้ความเป็นกันเองกับเด็กที่ครูชักถามอย่างทั่วถึงและเป็นไปตามธรมชาติ
2. ขั้นบันทึกและสรุปพฤติกรรม
การบันทึกพฤติกรรมของเด็กครูควรสังเกตและจดบันทึกพฤติกรรมจากการสังเกตพัฒนาการ
การสนทนา การสะสมผลงาน และทดสอบด้วยวาจา
โดยบันทึกตามสภาพที่เป็นจริงของเด็กแต่ละคนโดยไม่ใส่ความคิดเห็นส่วนตัวลงไป
จากนั้นสรุปพฤติกรรมของเด็กแต่ละคนตามความเป็นจริง จะช่วยให้ครู้จักและเข้าใจเด็กสามารถดูแลและให้ความช่วยเหลือเด็กได้เป็น
3. ขั้นบันทึกแบบประเมิน
แบบประเมินพัฒนาการเป็นแบบที่สร้างขึ้นเพื่อประเมินพัฒนาการเด็กแต่ละคนว่าสามารถปฏิบัติได้ตามความสามารถตามวัยหรือไม่
โดยมีลำดับของพัฒนาการจากง่ายไปสู่ยากเมื่อนำความสามารถที่เด็กปฏิบัติได้จริงมาเทียบกับแบบประเมินช่วยให้ครูทราบว่าเด็กแต่ละคนมีพัฒนาการในขั้นใดเหมาะสมกับวัยหรือไม่
โดยไม่ควรนำผลการประเมินของเด็กแต่ละคนมาเปรียบเทียบกัน
4. ขั้นพิจารณาจัดประสบการณ์สำหรับเด็ก
การจัดประสบการณ์สำหรับเด็กให้เหมาะสมกับธรรมชาติตามวัยความรู้ความสามารถและความสนใจของเด็กช่วยให้เด็กได้รับการพัฒนาอย่างแท้จริง
โดยหลังจากได้บันทึกข้อมูลของเด็กลงในแบบประเมินพัฒนาการแล้ว




ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น