สรุปองค์ความรู้การนำเสนอ
เรื่อง การประเมินพัฒนาการทางด้านสติปัญญา (ภาษา) ฟัง พูด อ่าน เขียน การรู้หนังสือขั้นต้นของเด็กปฐมวัย
การประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญา
(ภาษา) ของเด็กปฐมวัย
การนำเสนอเทคนิควิธี เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน
พัฒนาการทางสติปัญญานั้น
คือความสามารถทางสมองของบุคคลที่แสดงออกในความสามารถ เช่นในการจำ การคิด ภาษา
ความจำ การแก้ปัญหา
และความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
ความสามารถทางสติปัญญาได้มาจากพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมซึ่งพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ
และสามารถวัดได้ด้วยเครื่องมือทดสอบทางด้านสติปัญญา
ลักษณะพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กปฐมวัยมีดังนี้
1. พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัย 1 ปี
รู้จักเชื่อมโยงคำพูดกับการกระทำ
ชอบฟังคำช้ำ ๆ เสียงสูง ๆ ต่ำ ๆ รู้ว่าทำต่าง ๆ เป็นสัญลักษณ์ของวัตถุนั้น ๆ
เริ่มพูดเป็นคำใหม่ ค้นหาที่ปิดช่อนจากสายตาได้ รู้จักชื่อตนเอง แสดงความคิด
จินตนาการ
2.
พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัย 2 ปี
ด้านสติปัญญา เป็นวัยที่อยากรู้อยากเห็น
สนใจกันคว้าสำรวจสิ่งต่าง ๆรอบตัว เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ
โดยการเลียนแบบผู้ที่อยู่ใกล้ชิดหรือเด็กอื่น
3.
พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัย 3 ปี
ด้านสติปัญญา
เป็นวัยที่อยากรู้อยากเห็นทุกอย่างรอบตัว สำรวจสิ่งต่าง
ๆที่เหมือนกันและต่างกันได้ เรียนรู้จากการสังเกตและเลียนแบบผู้อื่น จำแนกสิ่งต่าง
ๆด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า
4.
พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัย 4 ปี
ด้านสติปัญญา บอกชื่อและนามสกุลของตนเอง
เด็กในวัยนี้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ด้วยการจำแนกด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า
สำรวจและทดลองเล่นกับสิ่งของหรือของเล่นต่าง ๆ ตามคิดของตนเอง
พยายามแก้ปัญหาด้วยตนเองหลังจากได้รับคำชี้แนะ
5.
พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กระหว่าง 5-6 ปี
ด้านสติปัญญา
สามารถฟังเรื่องราวและถ่ายทอดให้ผู้อื่นฟังได้ บอกชื่อ นามสกุล และอายุของตนเอง
สร้างผลงานตามความคิดของตนเอง โดยมีรายละเอียดเพิ่มขึ้นและแปลกใหม่
พยายามหาวิธีแก้ปัญหาด้วยตนเอง
ความสำคัญของพัฒนาการด้านสติปัญญา
ความสำคัญของพัฒนาการด้านสติปัญญา
แบ่งออกเป็น 6 ส่วน ดังนี้
1.
การคิด
2.
การใช้ภาษาในการสื่อสาร
ด้วยการฟัง การพูด การอ่าน การเขียน
3.
การสังเกต การจำแนก
และการเปรียบเทียบ
4.
จำนวน
ทั้งการนับจำนวนและการรู้ค่าของจำนวน
5.
มิติสัมพันธ์
6.
เวลา
ใช้ในการเปรียบเทียบเวลาต่าง ๆ เรียงลำดับเหตุการณ์ และความเข้าใจเกี่ยวกับฤดูกาล
การส่งเสริมทักษะทางภาษา เป็นการฝึกให้เด็กได้เปล่งเสียง
เลียนเสียงพูดของผู้คน เสียงสัตว์ ต่าง ๆ รู้จักชื่อเรียกของตนเอง
ชื่ออวัยวะส่วนต่าง 1 ของร่างกาย
ชื่อพ่อแม่หรือผู้คนใกล้ชิดและชื่อสิ่งต่าง ๆ รอบตัว
ตลอดจนฝึกให้เด็กรู้จักสื่อความหมายด้วยคำพูดและท่าทางชี้ชวนและสนให้รู้จักชื่อเรียกสิ่งต่าง
ๆ จากของจริง อ่านหนังสือนิทานภาพหรือร้องเพลงง่าย ๆ ให้เด็กฟัง
ความหมายของภาษาแบ่งออกเป็น
4 ด้าน ได้แก่ การฟัง การพูด การอ่าน การเขียน
ซึ่งจะมีเนื้อหาที่แตกต่างกันออกไปในแต่ด้าน ดังนี้ การฟัง
เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้เสียงที่ได้ยิน
การตระหนักถึงความหมายของเสียงนั้นในบริบทแวดล้อม
และการตีความสิ่งที่ได้ยินโดยเชื่อมโยงกับความรู้เดิม การรวบรวมข้อมูล
การจินตนาการหรือความชื่นชอบของเด็ก การพูด เป็นสิ่งสำคัญในการสื่อสารกับผู้อื่น
สาระที่เด็กควรเรียนรู้เพื่อให้สามารถสื่อสารกับผู้อื่นอย่างมีความหมาย
และตรงตามความต้องการของเด็ก การอ่านเป็นกระบวนการที่เด็กใช้ในการถอดรหัสสัญลักษณ์
และทำความเข้าใจความหมายที่ผู้เขียนต้องการถ่ายทอดผ่านสัญลักษณ์เหล่านั้น
องค์ประกอบของการอ่านที่เด็กการเรียนรู้ การเขียน
เป็นกระบวนการแสดงออกถึงความรู้สึก ความต้องการ
และความคิดผ่านทางเครื่องหมายและสัญลักษณ์ต่าง ๆ
องค์ประกอบของการเขียนที่เด็กควรเรียนรู้
ภาษามีความสำคัญต่อเด็กปฐมวัย
เป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดความคิด ช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทางสังคม เกิดความอบอุ่น
ทำให้เกิดแนวคิดสามารถสร้างจินตนาการขึ้นมาได้ เป็นพื้นฐานในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ
องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อพัฒนาการทางด้านภาษานั้นมีปัจจัยหลาย
ๆ อย่างด้วยกัน เช่นสุขภาพร่างกาย สติปัญญา
ซึ่งไม่ว่าจะเป็นทางกรรมพันธุ์หรือสิ่งแวดล้อม
รวมไปถึงการเรียนก็ล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางด้านภาษาของเด็กเป็นอย่างมาก
การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย
การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัยเป็นการประเมินเด็กอย่างรอบด้านเป็นระบบคอบคลุมพัฒนาการอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง
ตามสภาพจริงจากการผู้ปฏิบัติในกิจวัตรประจำวัน ซึ่งเป็นการประเมินเด็กเป็นรายบุคคล
หลักการประเมินพัฒนาการของเด็กตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย
พุทธศักราช 2560 มีดังนี้
การประเมินพัฒนาการเด็กอายุต่ำกว่า
3 ปี ควรประเมินให้ครอบคลุมทุกช่วงอายุ
1.
ประเมินพัฒนาการของเด็กทุกด้าน
2. ประเมินเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง
3. ประเมินด้วยวิธีการที่หลากหลาย
ซึ่งวิธีประเมินที่เหมาะสมกับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี
มีการสังเกตพฤติกรรมของเด็กในกิจกรรมต่าง ๆ และกิจวัตรประจำวัน การบันทึกพฤติกรรม
การสนทนา การสัมภาษณ์เด็กและผู้ใกล้ชิด และการวิเคราะห์ข้อมูลจากผลงานเด็ก
4. บันทึกพัฒนาการลงในสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก
(เล่มสีชมพู) และใช้คู่มือการเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย (DSPM)
ของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข หรือหน่วยงานอื่น
5. นำผลที่ได้จากการประเมินพัฒนาการไปพิจารณาจัดกิจกรรมเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้และมีพัฒนาการเหมาะสมตามวัย
การประเมินพัฒนาการเด็กอายุ
3-6 ปี
เป็นการประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกายอารณ์-จิตใจสังคมและสติปัญญาของเด็ก
1.
แผนการประเมินพัฒนาการอย่างเป็นระบบ
2. วางแผนประเมินพัฒนาการเด็กครบทุกด้าน
3. ประเมินพัฒนาการเด็กเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอ
ต่อเนื่องตลอดปี
4. ประเมินพัฒนาการตามสภาพจริงจากกิจกรรมประจำวันด้วยเครื่องมือและวิธีการที่หลากหลายไม่ควรใช้แบบทดสอบ
5. สรุปผลการประเมิน
จัดทำข้อมูลและนำผลการประเมินไปใช้พัฒนาเด็ก
สำหรับวิธีการประเมินที่เหมาะสมและควรใช้กับเด็กอายุ
3-6 ปีได้แก่การสังเกต
การบันทึกพฤติกรรมการสนทนากับเด็ก การสัมภาษณ์
การวิเคราะห์ข้อมูลจากผลงานเด็กที่เก็บอย่างมีระบบ
วิธีการประเมินผล
การประเมินจะประเมินตามสภาพจริงของผู้เรียน
โดยการสังเกต สนทนา สัมภาษณ์เก็บรวบรวผลงานหรือชิ้นงานในรูปแบบแฟ้มสะสมผลงาน
ที่ผู้เรียนแสดงออกเพื่อเป็นการเปรียบเทียบพัฒนาการของผู้เรียนในระดับต่อไป
โดยมีวิธีการประเมินผลที่หลากหลาย ได้แก่
- การสังเกตพฤติกรรมของเด็ก โดยครูเป็นผู้สังเกต
ขณะเด็กทำกิจกรรม
- การบันทึกพฤติกรรมของเด็ก โดยการสัมภาษณ์
- สารสัมพันธ์ระหวางผู้ปกครองกับโรงเรียน
โดยผ่านสมุดรายงานพฤติกรรม
- สอบถามพฤติกรรมเด็กจากผู้ปกครองในวันนัดประเมินพัฒนาการ
- การให้ความร่วมมือและมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมของเด็ก
- การสนทนา โต้ตอบคำถาม
และแสดงความคิดเห็นได้อย่างเหมาะสม
- การนำเสนอผลงานหน้าชั้นเรียน
- การใช้แบบทบทวนเนื้อหาตามหน่วยการเรียนการสอน
- การรวบรวมผลงานในรูปแบบของแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio)
เครื่องมือสำหรับการประเมินพฤติกรรมด้านภาษาของเด็กปฐมวัย
แบบสังเกตพฤติกรรมด้านภาษา เป็นเครื่องมือที่มีการออกแบบสำหรับสังเกตพฤติกรรมทางภาษาที่ต้องการสังเกตได้ชัดเจน
เป็นเครื่องมือที่ง่ายและสะดวกในการใช้
โดยสามารถกำหนดรายการพฤติกรรมทางภาษาที่ต้องการศึกษาอย่างเป็นลำดับชั้นทั้งเป็นรายบุคคลและรายกลุ่ม
เพื่อนำผลการสังเกตพัฒนาการและความก้าวหน้าทางภาษามาใช้ในการวางแผนการจัดการเรียนรู้และพัฒนาเด็ก
ดังตัวอย่างแบบสังเกตพฤติกรรม



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น