วันเสาร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

สรุปองค์ความรู้จากการนำเสนอเทคนิคการประเมิน กลุ่ม 8 การประเมินพัฒนาการทางด้านสติปัญญา : ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย

สรุปองค์ความรู้การนำเสนอ
เรื่อง การประเมินพัฒนาการทางด้านสติปัญญา : ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย



รูปภาพ การเข้าร่วมกิจกรรมการนำเสนอ



 
รูปภาพ ใบงาน

การประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญา : ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยหลักการและวิธีการที่ใช้ในการประเมิน การนำเสนอเครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน

ความหมายของความคิดสร้างสรรค์ หมายถึง เป็นความสามารถในการคิดสิ่งที่แปลกใหม่เป็นความสามารถที่จะเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของความรู้ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในแง่มุม และเป็นกระบวนการใช้ความคิดหลายทิศทาง ซึ่งนำไปสู่ความสำเร็จในการคิดแก้ปัญหา

 

ลักษณะพฤติกรรมของเด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์

(1) มีความอยากรู้อยากเห็น และสนใจสิ่งใหม่ๆ

(2) ชอบซักถามสํารวจ ทดลอง

(3) กล้าเสี่ยง

(4) กล้าแสดงออก

(5) มีความคิดริเริ่ม

(6) ไม่ชอบคล้อยตามผู้อื่นนอย่างง่าย ๆ

(7) กล้าและศรัทธาที่จะเผชิญกับสิ่งใหม่ๆ

(8) มีความคิดยืดหยุ่นทั้งความคิดและการกระทําสามารถคิดดัดแปลงแก้ไขวิธีการและทํางานได้อย่างเหมาะสม

(9) ทํางานเพื่อความสุขของตนเองมิได้หวังผลตอบแทนหรือการยกย่องจากคนอื่น

องค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์

1.      ความคิดริเริ่ม (Originality)

2.       ความคิดกล่องแคล่ว (Fluency

3.      ความคิดยืดหยุ่น (Flexibility)

4.      ความคิดละเอียดละออ (Elaboratin)

 

กระบวนการคิดสร้างสรรค์เกิดจากการหยั่งรู้ (Intuition) มีขั้นตอน ดังนี้

1. ขั้นเตรียม (The stage of preparation) เป็นการรวบรวมประสบการณ์เก่า ๆ

มาลองผิดลองถูกและตั้งสมมติฐานเพื่อแก้ปัญหา

2. ขั้นคิดแก้ปัญหา (The stage of frustration) เป็นระยะที่เกิดความกระวนกระวายใจ

เกิดความรู้สึกเครียด อันเนื่องมาจากการครุ่นคิดแก้ปัญหาแต่ยังคิดไม่ตก

3. ขั้นเกิดความคิด (The period of moment of insight)

เป็นระยะที่เกิดแนวความคิดแวบขึ้นมาในสมอง คิดคำตอบได้ออกมาในทันทีทันใด

4. ขั้นพิสูจน์ (The stage of verification) เป็นระยะเวลาของการตรวจสอบ ประเมินผลโดยใช้เกณฑ์

ต่างๆ เพื่อตรวจดูว่าคําตอบที่ได้ถูกต้องหรือไม่

ความสําคัญของพัฒนาการด้านสติปัญญา : ความคิดสร้างสรรค์

ความคิดสร้างสรรค์มีความสําคัญในการช่วยเหลือเด็กในด้านต่าง ๆ ได้แก่

1.      ส่งเสริมสุนทรียภาพ เด็กจะรู้สึกชื่นชม และมีทัศนคติที่ดีต่อสิ่งต่าง ๆ ซึ่งผู้ใหญ่ควรทำเป็นตัวอย่าง

โดยการยอมรับและชื่นชมในผลงานของเด็กการพัฒนา สุนทรียภาพแก่เด็ก โดยให้เด็กเห็นว่าทุก ๆอย่างมีความหมาย การส่งเสริมให้รู้จักสังเกต สิ่งแปลกจากสิ่งธรรมดาสามัญให้ได้ยินในสิ่งที่ไม่เคยได้ยินและหัดให้เด็กสนใจในสิ่งต่าง ๆ รอบตัว

2. เป็นการผ่อนคลายอารมณ์ การทํางานสร้างสรรค์เป็นการผ่อนคลาย อารมณ์

ลดความกดดันความคับข้องใจ และความก้าวร้าว

3. สร้างนิสัยในการทํางานที่ดี ขณะที่เด็กทํางานครูควรสอนระเบียบ

และนิสัยที่ดีในการทํางานควบคู่ไปด้วย เช่น หัดให้เด็กรู้จักเก็บของเป็นที่ ล้างมือเมื่อทํางาน เสร็จ เป็นต้น

4. เป็นการพัฒนากล้ามเนื้อมือ เด็กจะสามารถพัฒนากล้ามเนื้อใหญ่ จากการเล่นการเคลื่อนไหวการ

เล่นบล็อก และการพัฒนากล้ามเนื้อเล็ก จากการตัด กระดาษ ประดิษฐ์ภาพ วาดภาพด้วยนิ้วมือการต่อภาพ การเล่นกระดานตะปู

5. เปิดโอกาสให้เด็กได้สํารวจ ค้นคว้า ทดลอง เด็กจะชอบทํากิจกรรม และใช้วัสดุต่าง ๆ ช้าๆกัน

เพื่อสร้างสิ่งใหม่ ๆ ขึ้น ครูจึงควรจัดหาวัสดุต่าง ๆ ไว้ให้เด็ก ได้มีโอกาสพัฒนาการทดลองของตนเช่น กล่องยาสีฟันเปลือกไข่ และเศษวัสดุเหลือใช้ เพื่อให้เขาฝึกสมมติเป็นนักก่อสร้างหรือสถาปนิก

 

ความคิดสร้างสรรค์ มีลักษณะสำคัญ 3 ประการ คือ

1. เป็นความคิด ประดิษฐ์ หรือการทําที่แปลกใหม่ เป็นผลงานที่ริเริ่มเองไม่มีตัวอย่างไว้ให้มีประโยชน์

มีคุณค่า

2.      เป็นความคิดหรือการกระทําที่แก้ปัญหาได้โดยสามารถมองหาทางเลือกหลายทิศหลายทางในการ

แก้ปัญหา

3.      เป็นความคิดริเริ่มที่แสดงออกอย่างมีหลักเกณฑ์ มีความคงทนและสามารถดัดแปลงพัฒนาไป

จนถึงจุดที่สมบูรณ์ได้เด็กที่มีพัฒนาการค้านสติปัญญาเป็นอย่างดี หรือที่เรามักเรียกว่า เด็กฉลาด จะเป็นเด็กช่างสังเกตเรียนรู้เร็วชอบตั้งคําถาม ใช้คําศัพท์ได้มากและถูกต้อง มีความคิดเป็นของตัวเอง มีความจําดีชอบอ่านหนังสือ ชอบเป็นผู้นําชอบแสดงความคิดเห็น ชอบวาดภาพตามความคิดของตัวเอง มีความอยากรู้อยากเห็นชอบสํารวจชอบทดลองสิ่งต่าง ๆ ชอบคิดแก้ปัญหา มีจินตนาการ และชอบสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆอย่างเป็นอิสระ


หลักการประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญา : ความคิดสร้างสรรค์

สถานศึกษาที่จัดการศึกษาปฐมวัยควรคํานึงถึงหลักสําคัญของการดําเนินงานการประเมินพัฒนาการตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สําหรับเด็กปฐมวัยอายุ 3-6 ปี ดังนี้

1.ผู้สอนเป็นผู้รับผิดชอบการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย โดยเปิดโอกาสให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วม

2.การประเมินพัฒนาการมีจุดมุ่งหมายของการประเมินเพื่อพัฒนาความก้าวหน้าของเด็กและสรุปผล

การประเมินพัฒนาการของเด็ก ตัวบ่งชี้สภาพที่พึงประสงค์แต่ละวัยซึ่งกําหนดไว้ในหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย

3. การประเมินพัฒนาการต้องมีความสอดคล้องและครอบคลุมมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์

4. การประเมินพัฒนาการเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ต้องดำเนินการ

ด้วยเทคนิควิธีการที่หลากหลาย เพื่อให้สามารถประเมินพัฒนาการเด็กได้อย่างรอบด้านสมดุลทั้งด้านร่างกาย

อารมณ์ จิตใจสังคม และสติปัญญา รวมทั้งระดับอายุของเด็ก โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเที่ยงตรง

ยุติธรรมและเชื่อถือได้

5. การประเมินพัฒนาการพิจารณาจากพัฒนาการตามวัยของเด็กการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้และ

การร่วมกิจกรรมควบคู่ไปในกระบวนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามความเหมาะสมของแต่ละ ระดับอายุและรูปแบบการจัดการศึกษา และต้องดําเนินการประเมินอย่างต่อเนื่อง

6. การประเมินพัฒนาการต้องเปิด โอกาสให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้สะท้อนและตรวจสอบผล

การประเมินพัฒนาการศึกษาควรจัดทําเอกสารบันทึกผลการประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวัยในระดับชั้นเรียนและระดับสถานศึกษา

 เทคนิควิธีที่เหมาะสมในการประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญา : ความคิดสร้างสรรค์

แฟ้มสะสมงาน ซึ่งเป็นอีกเทคนิควิธีหนึ่ง ที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผลงาน การวาดภาพการตัด

ปะฉีกปะ การปั้น การเล่นบล็อก ซึ่งผลงานดังกล่าวจะสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการทาง ความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก


กลุ่มที่ 7 การประเมินพัฒนาการทางด้านสติปัญญา : ทักษะการคิด และการคิดแบบต่างๆของเด็กปฐมวัย เทคนิควิธีและเครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน

          




ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ https://drive.google.com/drive/folders/1zm6iVkAokND86iED2OIY7A03ENpH0b1V?usp=sharing

                 






ใบความรู้ทักษะการคิด











เทคนิควิธีและเครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน



























สรุปองค์ความรู้จากการนำเสนอเทคนิคการประเมิน กลุ่ม 6 การประเมินพัฒนาการด้านสังคม : การเล่นของเด็กปฐมวัย

 

สรุปองค์ความรู้การนำเสนอ
เรื่อง การประเมินพัฒนาการด้านสังคม : การเล่นของเด็กปฐมวัย

    
                                                        รูปภาพ การเข้าร่วมการนำเสนอ


                                                             รูปภาพ  การทำแบบทดสอบ


การประเมินพัฒนาการทางด้านสังคม การเล่นของเด็กปฐมวัย

    

    ความหมายของการเล่น คือ การจัดกิจกรรมการเล่นสำหรับเด็กปฐมวัย นับว่าเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญมาก เพราะการเล่น เป็น ประสบการณ์ที่มีการเตรียมเด็กให้มีความพร้อมนี้ทางด้านร่างกาย อารมณ์-จิตใจ สังคม และ สติปัญญา ก่อนที่จะเข้าเรียนในระดับประถมศึกษา กล่าวไว้ดังนี้

1. การเล่นเป็นการระบายสีผลงานที่เหลือให้เป็นไปตามธรรมชาติ

2. การเล่นเป็นการหาความสนุกเพลิดเพลิน เพื่อเป็นการพักผ่อนโดยเด็กไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเท่ากับการ ทำงานถึงแม้จะต้องออกแรงมาก ๆ เหมือนกัน

3. การเล่นเป็นการเลียนแบบบรรพบุรุษ เพราะเด็กเคยเห็นการกระทำของบุคคล ที่เด็กใกล้ชิด

4. การเล่นเป็นการชดเชยสิ่งที่ขาด โดยเด็กจะแสดงออกมาโดยการเล่น

- ด้านอารมณ์และจิตใจ การเล่นจะช่วยให้เด็กเกิดพัฒนาการทางอารมณ์และจิตใจเห มันคงแข็งแรง รู้จักปรับอารมณ์ให้เข้ากับภาวะแวดล้อม และการเล่นจะช่วยลดความคับข้องใจ

- ด้านสังคม การเล่นจะช่วยให้เด็กพัฒนาการด้านความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นเป็นการ เรียนรู้ที่จะอยู่ รวมกลุ่ม รู้จักบทบาทของสมาชิกในกลุ่ม ฟิกการสมาคม และฟิกเด็กในเรื่องของการ ปรับตัว

- ด้านสติปัญญา การเล่นถือว่าเป็นการฟิกการเรียนรู้ด้วยตนเองของเด็กเป็นการฝึกใน เรี่องการคิด และ ส่งเสรมจิตนาการของเด็ก

การเล่นพัฒนาสมอง

การเล่นทุกรูปแบบล้วนมีผลต่อพัฒนาการของสมองเด็ก ซึ่งเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่จะต้องเปิด โอกาสและช่วยให้เด็กได้เล่น หากแต่การทำให้การเล่นของเด็กมีคุณค่าอย่างแท้จรีง พ่อแม่จะต้องมี ความ เข้าใจในหลักการสำคัญก่อน

1. การเล่นจะต้องเริ่มต้นโดยเด็ก คือ เด็กจะต้องเป็นคนเริ่มต้น ต้องเป็นคนน้ำ หากเราจะเล่นด้วย หรือช่วยให้เด็กได้เล่น ต้องจำให้ขืนใจว่า จะต้องเล่นตามเด็กเท่านั้น

2. การเล่นนั้นจะต้องสนุกและมีความสุข

3. การเล่นจะต้องเหมาะสมกับวัยของเด็ก

4. การเล่นต้องมีความปลอดภัย

5. เพื่อนเล่น (หรือของเล่น) ที่ดีที่สุดของเด็ก คือ พ่อแม่

ส่งเสริมพัฒนาการ

ส่งเสริมพัฒนาการของเด็กในทุกด้านโดยอาจแบ่งการเล่น ดังนี้

การเล่นคนเดียว เพราะพัฒนาการของเด็กจะยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกอย่าง จะชอบนั่งเล่นคนเดียว มากกว่า การเล่นกับเพื่อนในวัยเดียวกันบางครั้งพ่อแม่อาจจะเห็นเด็กนั่งพูดคุยกับตุ๊กตาเป็นเวลานาน

การเล่นเป็นกลุ่ม เด็กวัยนี้อาจยังไม่พร้อมเต็มร้อยที่จะมีเพื่อน แต่ก็จะเริ่มเข้าสังคมและเล่นกับกลุ่มเพื่อนมากขึ้นระยะแรกๆ อาจจะเพียงเข้าไปนั่งใกล้กลุ่มเพื่อนๆที่กำดังเล่นอยู่ จากนั้นก็จะค่อยๆ เล่นกับเพื่อนได้ใน ที่สุด

การเล่นกับพ่อแม่ เด็กรู้สึกว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของบ้าน และรู้สึกอบอุ่นเมื่อได้เล่นกับพ่อแม่ที่คอยตามใจเสมอ

ลักษณะพฤติกรรมการเล่นของเด็กปฐมวัย

- วัยทารกและวัยเตาะแตะ (0-3ปี) การเล่นจะพัฒนาผ่านประสาทสัมผัสหรือ Sensory-motor ใน ทฤษฎีของ Piaget ซึ่งลักษณะการเล่นของเด็กวัยนี้จะเป็นการสำรวจ การแสดงออกทางอารมณ์อย่างอิสระ และ การได้รับการตอบสนองจากวัตถุหรือของเล่น เช่น การหยิบ สิ่งของเข้าปาก การดูการเคลื่อนไหวของสิ่งของ การเขย่าและการหมุน เป็นต้น

- วัยก่อนเข้าเรียน (3-5ปี) จะเริ่มมีการเล่นเชิงสัญลักษณ์และเล่นร่วมกันกับผู้อื่นมากขึ้นโดยใน การเล่นของเด็กวัยนี้จะมีความแตกต่างจากในวัยก่อนหน้าอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการมีปฏิสัมพันธ์กับลังคมในลักษณะของการต่อรอง การร่วมมือ รวมถึงการขัดแย้งกัน ซึ่งนับเป็นการสร้าง ทักษะทางสังคมใหม่ๆ ให้กับเด็กวัยนี้

- วัยประถมศึกษา (6-12ปี) จะมีการเล่นในลักษณะของการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น อย่างเป็น ระบบ มีกฎ กติกา และความสนใจในเที่'องของความเท่าเทียม รวมถึงยังมีการเล่นในเชิงการ แข่งขัน การเล่นที่มี โครงสร้าง และการเล่นที่ท้าทายทักษะต่าง ๆ

หลักการประเมินพัฒนาการของเด็ก

1. ประเมินพัฒนาการของเด็กครบทุกด้าน

2. ประเมินเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง

3. ประเมินด้วยวิธีการที่หลากหลายซึ่งวิธีการประเมินที่เหมาะสมกับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปีมีการ สังเกต พฤติกรรมของเด็กในกิจกรรมต่าง ๆ และกิจวัตรประจำวันการบันทึกพฤติกรรมการสนทนาการ สัมภาษณ์เด็ก และผู้ใกล้ชิดและการวิเคราะห์ข้อมูลจากผลงานเด็ก

4. บันทึกพัฒนาการลงในสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก (เล่มสีชมพู) และใช้คู่มือการเฝ้าระวัง และ ส่งเสรีมพัฒนาการเด็กปฐมวัย (DSPM) ของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข หรีอของหน่วยงานอื่น

5. นำผลที่ได้จากการประเมินพัฒนาการไปพิจารณาลัดกิจกรรม เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กคนนี้ และมี พัฒนาการเหมาะสมตามวัย

เทคนิคที่เหมาะสมในการประเมินพัฒนาการด้านสังคม

การสังเกตพฤติกรรมเด็ก (Observation) วีธีการเก็บรวบรวมข้อมูลตัวเด็กอย่างไม่เป็นทางการ ใช้รวบรวมพัฒนาการทุกด้าน การสังเกตเป็นการฟัง และการเฝ้าดูพฤติกรรมที่เด็กแสดงออกตามธรรมชาติ เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมของเด็ก และเพื่อประเมินพัฒนาการเด็กการสังเกตที่ดีควรมีจุดมุ่งหมาย มีแบบสังเกต กฎเกณฑ์การให้คะแนนพฤติกรรมจากการสังเกต มีการจดบันทึกข้อมูลเป็นหลักฐานจนสามารถนำมาประเมินได้การตั้งจุดมุ่งหมายในการสังเกตพฤติกรรมเด็ก

 

 


สรุปองค์ความรู้จากการนำเสนอเทคนิคการประเมิน กลุ่ม 5 การประเมินพัฒนาการทางด้านสังคม การเรียนรู้ ทักษะ พฤติกรรม ความสามารถทางสังคมของเด็กปฐมวัย

 

สรุปองค์ความรู้การนำเสนอ
เรื่อง การประเมินพัฒนาการทางด้านสังคม การเรียนรู้ ทักษะ พฤติกรรม ความสามารถทางสังคมของเด็กปฐมวัย



                                                    รูปภาพ การเข้าร่วมกิจกรรมการนำเสนอ 


                                                     รูปภาพ แบบประเมินความพึงพอใจ



การประเมินพัฒนาการทางด้านสังคมการเรียนรู้ ทักษะ พฤติกรรม ความสามารถทางสังคมของเด็กปฐมวัย นำเสนอเทคนิควิธี เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินพัฒนาการด้านสังคม


พัฒนาการทางสังคมช่วยให้คนเราได้เรียนรู้เข้าใจตนเองและผู้อื่น เพื่อการปรับตัวและสร้างสังคมที่จะอยู่ร่วมกันการเรียนรู้นี้เป็นกระบวนการปรับตัวทางสังคม จากการที่ทารกได้สัมผัสใกล้ชิดแม่และคนในครอบครัว ทารกจึงพัฒนาไปสู่การรู้จักเพื่อนและคนอื่นได้ใช้ภาษา ได้เล่น ได้แสดงความรู้สึก ได้เรียนรู้ข้อตกลง 

กฎเกณฑ์ต่างๆ ของสังคมตามวัยแต่ละช่วงอายุ

พัฒนาการทางสังคมของเด็กวัยแรกเกิดถึง 1 ปี ด้านสังคม เด็กจะเริ่มหันหน้าเมื่อมีคนเรียกชื่อ ยิ้มให้คนอื่น เลียนแบบกิริยา ท่าทางของคน แสดงออกถึงการรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของผู้อื่น ติดแม่ เข้าใจท่าทางและสีหน้าของคนอื่น กลัวคนแปลกหน้า

พัฒนาการทางสังคมของเด็กวัย 2 ปี ด้านสังคม เล่นร่วมกับผู้อื่น แต่ยังคงต่างคนต่างเล่นอยู่ เริ่มที่จะเล่นเป็นกลุ่มกับเด็กอื่นให้ความสนใจตนเองหรือยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง ไม่ยอมแบ่งปันสิ่งของหรือของเล่นให้กับเด็กวัยเดียวกัน ช่วยเหลือตัวเองในเรื่องการเข้าห้องน้ำและแต่งตัวเองได้

พัฒนาการทางสังคมของเด็กวัย 3 ปี ด้านสังคม การสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นยังไม่แน่นอนแล้วแต่อารมณ์ของเด็ก เด็กวัยนี้เป็นวัยที่ชอบเล่นคนเดียว หรือเล่นสมมุติมากกว่าจะเล่นกับคนอื่น รู้จักการรอคอย เริ่มปฏิบัติตามกฎกติกาง่าย ๆ รู้จักทำงานที่ได้รับมอบหมาย

พัฒนาการทางสังคมของเด็กวัย 4 ปี ด้านสังคม เริ่มเล่นร่วมกับผู้อื่นได้ แต่มักจะเป็นเพศเดียวกันกับตนมากกว่า มักโกรธกันแต่ไม่นานเด็กก็จะกลับมาเล่นกันอีก รู้จักการให้อภัย การขอโทษ มีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย รู้จักเก็บของเล่นมีมารยาทในการอยู่ร่วมกัน

พัฒนาการทางสังคมของเด็กวัยระหว่าง 5 - 6 ปี ด้านสังคม เล่นกับเพื่อน โดยไม่เลือกเพศและสามารถฝึกกติกาง่ายๆในการเล่นได้ สามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้ เล่นหรือทำงานโดยมีจุดหมายเดียวกัน รู้จักไหว้ทำความเคารพเมื่อพบผู้ใหญ่

 

แนวทางส่งเสริมพฤติกรรมทางสังคม

การส่งเสริมพฤติกรรมทางสังคมให้กับเด็กเป็นการพัฒนาพฤติกรรมใหม่ให้เกิดกับเด็กอาจทำได้ดังนี้

1. การปรับพฤติกรรมของเด็ก ต้องให้เด็กค่อย ๆ ปรับพฤติกรรมทีละน้อยด้วยการเสริมแรง เช่น ให้การเสริมแรงเวลาที่เด็กแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสม

2. การพัฒนาพฤติกรรมโดยให้แบบที่ดี การให้เด็กเห็นตัวอย่างที่ดี จะช่วยให้เด็กเลียนแบบตาม เด็กมักจะชอบเลียนแบบคนที่เด็กชื่นชม เช่น พ่อแม่

3. การให้สัญญาณเตือนพฤติกรรม โดยการแสดงออกด้วยวาจาหรือท่าทางว่าเด็กควรทำหรือไม่ด้วยคำพูดหรือการพยักหน้า 

    เทคนิควิธีการประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัย

         - สังเกตพฤติกรรมเด็ก [OBSERVATION] แบบสังเกตพฤติกรรมเด็กปฐมวัยในการประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวัยนั้นแบบสังเกตนับว่ามีบทบาทสำคัญมาก เพราะครูจะต้องใช้สังเกตเด็กตลอดเวลาอย่างต่อเนื่อง และการสังเกตพัฒนาการก็คือการสังเกตพฤติกรรมของเด็กนั่นเอง เมื่อครูอยากทราบว่าเด็กมีพัฒนาการอย่างไร ผู้ประเมินจะต้องเทียบพฤติกรรมที่สังเกตหรือวัดได้กับเกณฑ์มาตรฐาน

        - การทำสังคมมิติ (SOCIOGRAM) เครื่องมือประเมินความสัมพันธ์ในกลุ่มและความสัมพันธ์ทางสังคมของเด็กปฐมวัย แสดงรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่าง บุคคลในกลุ่ม สะท้อนโครงสร้างของ

สังคมในห้องเรียน

 


สรุปองค์ความรู้จากการนำเสนอเทคนิคการประเมิน กลุ่ม 4 การประเมินพัฒนาการด้าานอารมณ์ - จิตใจ

 .

สรุปองค์ความรู้การนำเสนอ
เรื่อง การประเมินพัฒนาการด้าานอารมณ์ - จิตใจ



                                                รูปภาพ การเข้าร่วมกิจกรรมการนำเสนอ


                                          

                                                         รูปภาพ การสะท้อนคิดจากวีดีโอ


                                                         รูปภาพ การทำแบบทดสอบ


                                             รูปภาพ แบบประเมินการนำเสนอด้านอารณ์ จิตใจ


    พัฒนาการทางอารมณ์-จิตใจ หมายถึง ลักษณะการเปลี่ยนแปลงของการแสดงออกทางด้านอารมณ์รวมถึงความสามารถในการรับรู้อารมณ์ของตัวเองและผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็น อารมณ์โกรธ กลัว อิจฉา อยากรู้อยากเห็น อารมณ์สนุกสนาน และอารมณ์รัก

ลักษณะพัฒนาการทางด้านอารมณ์ของเด็กปฐมวัยมี ดังนี้

    1. พัฒนาการทางอารมณ์เด็กวัย 1 ปี ด้านอารมณ์จิตใจ เด็กในช่วงนี้เริ่มรู้จักทำอะไรตามใจตนเอง ขัดใจจะโกรธ อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย แสดง อารมณ์เปิดเผยตามความรู้สึก มีปฏิกิริยาต่อต้านเมื่อไม่พอใจต้องการความเป็นตัวของตัวเอง

    2. พัฒนาการทางอารมณ์เด็กวัย 2 ปี ด้านอารมณ์ จิตใจ เด็กวัยนี้จะแสดงอารมณ์ ความรู้สึกต่างๆด้วยคำพูด อารมณ์มักจะขึ้นๆลงๆ มีความ เป็นตัวของตัวเอง เด็กในวัยนี้ถ้าได้รับการยอมรับหรือชมเชยจะมีความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง

    3. พัฒนาการทางด้านอารมณ์เด็กวัย 3 ปี ด้านอารมณ์ จิตใจ ร่าเริง แจ่มใส แสดงอารมณ์ตามความรู้สึกไม่ทำร้ายผู้อื่นเมื่อไม่พอใจ เริ่มมีความมั่นใจ ในตนเอง รู้จกเลือกเล่นสิ่งที่ตนชอบ สนใจ เล่นบทบาทสมมุติได้เด็กวัยนี้ชอบทำให้ผู้ใหญ่พอใจและได้รับคำชม

    4. พัฒนาการทางอารมณ์เด็กวัย 4 ปี ด้านอารมณ์ จิตใจ เป็นวัยที่ชอบท้าทายผู้ใหญ่ ต้องการให้มีคนฟัง คนสนใจ สามารถแสดงออกทาง อารมณ์ได้เหมาะสมกับสถานการณ์ ไม่ทำร้ายผู้อื่นและไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ไม่แย่งสิ่งของหรือหยิบของผู้อื่นมา เป็นของตน    

    5. พัฒนาการทางอารมณ์เด็กวัยระหว่าง 5-6 ปี ด้านอารมณ์ จิตใจ แสดงอารมณ์ได้สอดคล้องกับสถนการณ์อย่างเหมาะสม ชื่นชมความสามารถและ ผลงานของตนเองและผู้อื่น ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางน้อยลง

    ลักษณะพัฒนาการทางด้านจิตใจของเด็กปฐมวัย

    3 ปี แรก เด็กเริ่มเลียนแบบพฤติกรรมการแสดงออกจากผู้ที่เด็กได้ใกล้ชิด บางครั้งเด็กแสดงพฤติกรรมไม่ถูกต้อง เพราะไม่เข้าใจในพฤติกรรมที่ตนได้กระทำ คิดว่าพฤติกรรมที่ผู้ใหญ่ทำเป็นพฤติกรรมที่ดี จึงเลียนแบบผู้ใหญ่

    3-6 ปี พัฒนาการทางด้านจิตใจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะเด็กสามารถใช้คําพูดที่มีความหมาย มีความชัดเจน มีการรับรู้ได้ดี เป็นวัยที่เด็กอยากรู้อยากเห็นมาก ทำให้พัฒนาการทางด้านจิตใจเกิดขึ้นได้   

         ปัจจัยที่มีผลต่อพัฒนาการทางด้านอารมณ์และจิตใจ  

    1.ลักษณะการถ่ายทอดทางพันธุกรรม            

    2.การอบรมเลี้ยงดูจากครอบครัวหรือสิ่งแวดล้อมที่เด็กได้รับจากครอบครัว การอบรมเลี้ยงดูแต่ละครอบครัวแตกต่างกัน จะมีผลต่ออารมณ์และจิตใจของเด็ก ดังนี้        

        1) บรรยากาศในการอบรมเลี้ยงดูและวิธีการอบรมเลี้ยงดูเด็กของแต่ละครอบครั 

        2) ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสมาชิกในครอบครัว

        3) ความสม่ำเสมอและคงที่ในการอบรมเลี้ยงดู  

        4)  สภาพเศรษฐกิจของครอบครัว

        5)  แหล่งที่ตั้งของครอบครัว

        6)  การโยกย้ายของครอบครัว

    หลักการประเมินพัฒนาการด้านอารมณ์-จิตใจ ของเด็กปฐมวัย        

            การประเมินพัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ ประกอบด้วย การประเมินความสามารถในการแสดงออกทางอารมณ์ได้อย่างเหมาะสม การมีความรู้สึกที่ดีต่อตนเองและผู้อื่น มีความสนใจ มีความสุขและแสดงออกผ่านทางศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว ซื่อสัตย์สุจริต มีเมตตากรุณา มีน้ำใจและช่วยเหลือแบ่งปัน มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น และความรับผิดชอบ

    การประเมินพัฒนาการควรยึดหลัก ดังนี    

         1. วางแผนการประเมินพัฒนาการอย่างเป็นระบบโดยเริ่มต้นจากการศึกษาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย กำหนดวัตถุประสงค์ วิธีการและเครื่องมือการประเมินและเก็บรวบรวมข้อมูลแปลผลต่อไป         

2. ประเมินพัฒนาการเด็กครบทุกด้านซึ่งต้องสอดคล้องและครอบคลุมมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ตัวบ่งชี้ และสภาพที่พึงประสงค์แต่ละวัยที่กำหนดไว้ในหลักสูตรสถานศึกษา     

          3. ประเมินพัฒนาการเด็กเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องตลอดปี  

          4.ประเมินพัฒนาการตามสภาพจริงจากกิจกรรมประจำวันด้วยเครื่องมือและวิธีการที่หลากหลาย

          5. สรุปผลการประเมินจัดทำข้อมูลและนำผลการประเมินไปใช้พัฒนาเด็กเป็นรายบุคคลและใช้เป็นข้อมูล สื่อสารกับผู้ปกครองในการเสริมศักยภาพเด็กเป็นรายบุคคล    

        เทคนิควิธีและตัวอย่างที่เหมาะสมในการประเมินพัฒนาการด้านอารมณ์-จิตใจ

          1. การสังเกต การสังเกตเป็นเครื่องมือวัดผลชนิดหนึ่งที่นิยมใช้มาก เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับตันักเรียนแล้วจึงบันทึก ผลการสังเกตลงในแบบบันทึกข้อมูลในการเรียนการสอน สิ่งที่ครูจะสังเกตนักเรียน

          2. การสัมภาษณ์ ด้วยวิธีการพูดคุยกับเด็กเป็นรายบุคคลและควรจัดในสภาวะแวดล้อมเหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิด ความเครียด และวิตกกังวลผู้สอนควรใช้คำถามที่เหมาะสมเปิดโอกาสให้เด็กได้คิดและตอบอย่างอิสระจะทำให้ ผู้สอนสามารถ ประเมินความสามารถทางสติปัญญาของเด็กแต่ละคนและค้นพบศักยภาพในตัวเด็กได้โดย บันทึก ข้อมูลลงในแบบ สัมภาษณ์ แบบสัมภาษณ์ที่ครูจะใช้สัมภาษณ์เด็กปฐมวัย ควรมีลักษณะต่างๆ ดังนี้ไม่ให้เกิด ความเครียด และวิตกกังวลผู้สอนควรใช้คำถามที่เหมาะสมเปิดโอกาสให้เด็กได้คิดและตอบอย่างอิสระจะทำให้ ผู้สอนสามารถ ประเมินความสามารถทางสติปัญญาของเด็กแต่ละคนและค้นพบศักยภาพในตัวเด็กได้โดย บันทึก ข้อมูลลงในแบบ สัมภาษณ์ แบบสัมภาษณ์ที่ครูจะใช้สัมภาษณ์เด็กปฐมวัย ควรมีลักษณะต่างๆ ดังนี้ไม่ให้เกิด ความเครียด และวิตกกังวลผู้สอนควรใช้คำถามที่เหมาะสมเปิดโอกาสให้เด็กได้คิดและตอบอย่างอิสระจะทำให้ ผู้สอนสามารถ ประเมินความสามารถทางสติปัญญาของเด็กแต่ละคนและค้นพบศักยภาพในตัวเด็กได้โดย บันทึก ข้อมูลลงในแบบ สัมภาษณ์ แบบสัมภาษณ์ที่ครูจะใช้สัมภาษณ์เด็กปฐมวัย ควรมีลักษณะต่างๆ ดังนี้    

                 1) ในการถามเด็ก ครูควรตั้งคำถามในลักษณะสนทนาและถามคำถามในเวลาเดียวกัน และในการถามควรจะถามด้วยภาษง่ายๆ เพราะในบางครั้งเด็กปฐมวัยอาจจะไม่เข้าใจคำถาม หรือไม่เข้าใจเรื่องราวที่ครูกำลังถามถามควรจะถามด้วยภาษง่ายๆ เพราะในบางครั้งเด็กปฐมวัยอาจจะไม่เข้าใจคำถาม หรือไม่เข้าใจเรื่องราวที่ครูกำลังถามถามควรจะถามด้วยภาษง่ายๆ เพราะในบางครั้งเด็กปฐมวัยอาจจะไม่เข้าใจคำถาม หรือไม่เข้าใจเรื่องราวที่ครูกำลังถาม

               2) ควรสร้างบรรยากาศที่ดีในการสัมภาษณ์ ซึ่งจะทำให้เกิดความไว้วางใจจากเด็ก และทำให้เด็กให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการสัมภาษณ์           

               3) ผู้สัมภาษณ์ จะต้องมีทักษะในการสังเกตและการฟังเป็นอย่างดี ซึ่งจะต้องมีการฝึกฝน การสนทนาประเมินข้อความที่ได้ฟังและสังเกตโดยใช้เหตุผล ไม่สอดใส่อารมณ์ หรือความเชื่อของตนเข้าไปด้วยพยายามชักจูงหัวข้อการพูดให้เข้าสู่จุดมุ่งหมายของการถามตามต้องการ และสังเกตพฤติกรรมของเด็กที่จุดสัมภาษณ์ด้วย ซึ่งจะช่วยให้การพิจารณาข้อมูลในการสัมภาษณ์ดียิ่งขึ้นสนทนาประเมินข้อความที่ได้ฟังและสังเกตโดยใช้เหตุผล ไม่สอดใส่อารมณ์ หรือความเชื่อของตนเข้าไปด้วยพยายามชักจูงหัวข้อการพูดให้เข้าสู่จุดมุ่งหมายของการถามตามต้องการ และสังเกตพฤติกรรมของเด็กที่จุดสัมภาษณ์ด้วย ซึ่งจะช่วยให้การพิจารณาข้อมูลในการสัมภาษณ์ดียิ่งขึ้นสนทนาประเมินข้อความที่ได้ฟังและสังเกตโดยใช้เหตุผล ไม่สอดใส่อารมณ์ หรือความเชื่อของตนเข้าไปด้วยพยายามชักจูงหัวข้อการพูดให้เข้าสู่จุดมุ่งหมายของการถามตามต้องการ และสังเกตพฤติกรรมของเด็กที่จุดสัมภาษณ์ด้วย ซึ่งจะช่วยให้การพิจารณาข้อมูลในการสัมภาษณ์ดียิ่งขึ้น    

               4) การบันทึกข้อมูลผลของการสัมภาษณ์ ควรทำทันทีเมื่อเสร็จการสัมภาษณ์ ควรบันทึกประเด็นสำคัญให้มากที่สุดเป็นได้สำคัญให้มากที่สุดเป็นได้

    3 แบบสำรวจรายการ โดยกำหนดประเด็นหรือพัฒนาการที่ต้องการสำรวจ (สอดคล้องกับสภาพที่พึงประสงค์หรือจุดประสงค์การเรียนรู้ของหน่วยการเรียนรู้) ระบุชื่อ นามสกุลเด็ก วัน เดือน ปี เกิดไว้ล่วงหน้า มีการกำหนดรายการพฤติกรรมที่ต้องการสำรวจละเอียดขึ้น และกำหนดเกณฑ์ในการสำรวจพฤติกรรม

 

ผลการประเมินงาน Blog

 รูปแบบการประเมินงาน Blog  ผลการประเมินงาน Blog