.
สรุปองค์ความรู้การนำเสนอ
เรื่อง การประเมินพัฒนาการด้าานอารมณ์ - จิตใจ
รูปภาพ การทำแบบทดสอบ
รูปภาพ แบบประเมินการนำเสนอด้านอารณ์ จิตใจ
พัฒนาการทางอารมณ์-จิตใจ หมายถึง ลักษณะการเปลี่ยนแปลงของการแสดงออกทางด้านอารมณ์รวมถึงความสามารถในการรับรู้อารมณ์ของตัวเองและผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็น อารมณ์โกรธ กลัว อิจฉา อยากรู้อยากเห็น อารมณ์สนุกสนาน และอารมณ์รัก
ลักษณะพัฒนาการทางด้านอารมณ์ของเด็กปฐมวัยมี ดังนี้
1. พัฒนาการทางอารมณ์เด็กวัย 1
ปี ด้านอารมณ์จิตใจ เด็กในช่วงนี้เริ่มรู้จักทำอะไรตามใจตนเอง ขัดใจจะโกรธ
อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย แสดง อารมณ์เปิดเผยตามความรู้สึก
มีปฏิกิริยาต่อต้านเมื่อไม่พอใจต้องการความเป็นตัวของตัวเอง
2. พัฒนาการทางอารมณ์เด็กวัย 2
ปี ด้านอารมณ์ จิตใจ เด็กวัยนี้จะแสดงอารมณ์ ความรู้สึกต่างๆด้วยคำพูด
อารมณ์มักจะขึ้นๆลงๆ มีความ เป็นตัวของตัวเอง
เด็กในวัยนี้ถ้าได้รับการยอมรับหรือชมเชยจะมีความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง
3. พัฒนาการทางด้านอารมณ์เด็กวัย 3
ปี ด้านอารมณ์ จิตใจ ร่าเริง แจ่มใส แสดงอารมณ์ตามความรู้สึกไม่ทำร้ายผู้อื่นเมื่อไม่พอใจ
เริ่มมีความมั่นใจ ในตนเอง รู้จกเลือกเล่นสิ่งที่ตนชอบ สนใจ เล่นบทบาทสมมุติได้เด็กวัยนี้ชอบทำให้ผู้ใหญ่พอใจและได้รับคำชม
4. พัฒนาการทางอารมณ์เด็กวัย
4 ปี ด้านอารมณ์ จิตใจ เป็นวัยที่ชอบท้าทายผู้ใหญ่
ต้องการให้มีคนฟัง คนสนใจ สามารถแสดงออกทาง อารมณ์ได้เหมาะสมกับสถานการณ์
ไม่ทำร้ายผู้อื่นและไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ไม่แย่งสิ่งของหรือหยิบของผู้อื่นมา
เป็นของตน
5. พัฒนาการทางอารมณ์เด็กวัยระหว่าง 5-6
ปี ด้านอารมณ์ จิตใจ แสดงอารมณ์ได้สอดคล้องกับสถนการณ์อย่างเหมาะสม ชื่นชมความสามารถและ
ผลงานของตนเองและผู้อื่น ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางน้อยลง
ลักษณะพัฒนาการทางด้านจิตใจของเด็กปฐมวัย
3 ปี แรก
เด็กเริ่มเลียนแบบพฤติกรรมการแสดงออกจากผู้ที่เด็กได้ใกล้ชิด
บางครั้งเด็กแสดงพฤติกรรมไม่ถูกต้อง เพราะไม่เข้าใจในพฤติกรรมที่ตนได้กระทำ
คิดว่าพฤติกรรมที่ผู้ใหญ่ทำเป็นพฤติกรรมที่ดี จึงเลียนแบบผู้ใหญ่
3-6 ปี
พัฒนาการทางด้านจิตใจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะเด็กสามารถใช้คําพูดที่มีความหมาย
มีความชัดเจน มีการรับรู้ได้ดี เป็นวัยที่เด็กอยากรู้อยากเห็นมาก
ทำให้พัฒนาการทางด้านจิตใจเกิดขึ้นได้
ปัจจัยที่มีผลต่อพัฒนาการทางด้านอารมณ์และจิตใจ
1.ลักษณะการถ่ายทอดทางพันธุกรรม
2.การอบรมเลี้ยงดูจากครอบครัวหรือสิ่งแวดล้อมที่เด็กได้รับจากครอบครัว
การอบรมเลี้ยงดูแต่ละครอบครัวแตกต่างกัน จะมีผลต่ออารมณ์และจิตใจของเด็ก ดังนี้
1) บรรยากาศในการอบรมเลี้ยงดูและวิธีการอบรมเลี้ยงดูเด็กของแต่ละครอบครั
2) ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสมาชิกในครอบครัว
3) ความสม่ำเสมอและคงที่ในการอบรมเลี้ยงดู
4) สภาพเศรษฐกิจของครอบครัว
5) แหล่งที่ตั้งของครอบครัว
6) การโยกย้ายของครอบครัว
หลักการประเมินพัฒนาการด้านอารมณ์-จิตใจ
ของเด็กปฐมวัย
การประเมินพัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ ประกอบด้วย
การประเมินความสามารถในการแสดงออกทางอารมณ์ได้อย่างเหมาะสม
การมีความรู้สึกที่ดีต่อตนเองและผู้อื่น มีความสนใจ มีความสุขและแสดงออกผ่านทางศิลปะ
ดนตรี และการเคลื่อนไหว ซื่อสัตย์สุจริต มีเมตตากรุณา มีน้ำใจและช่วยเหลือแบ่งปัน
มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น และความรับผิดชอบ
การประเมินพัฒนาการควรยึดหลัก ดังนี
1.
วางแผนการประเมินพัฒนาการอย่างเป็นระบบโดยเริ่มต้นจากการศึกษาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย
กำหนดวัตถุประสงค์ วิธีการและเครื่องมือการประเมินและเก็บรวบรวมข้อมูลแปลผลต่อไป
2. ประเมินพัฒนาการเด็กครบทุกด้านซึ่งต้องสอดคล้องและครอบคลุมมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ตัวบ่งชี้
และสภาพที่พึงประสงค์แต่ละวัยที่กำหนดไว้ในหลักสูตรสถานศึกษา
3. ประเมินพัฒนาการเด็กเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องตลอดปี
4.ประเมินพัฒนาการตามสภาพจริงจากกิจกรรมประจำวันด้วยเครื่องมือและวิธีการที่หลากหลาย
5. สรุปผลการประเมินจัดทำข้อมูลและนำผลการประเมินไปใช้พัฒนาเด็กเป็นรายบุคคลและใช้เป็นข้อมูล
สื่อสารกับผู้ปกครองในการเสริมศักยภาพเด็กเป็นรายบุคคล
เทคนิควิธีและตัวอย่างที่เหมาะสมในการประเมินพัฒนาการด้านอารมณ์-จิตใจ
1. การสังเกต
การสังเกตเป็นเครื่องมือวัดผลชนิดหนึ่งที่นิยมใช้มาก
เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับตันักเรียนแล้วจึงบันทึก
ผลการสังเกตลงในแบบบันทึกข้อมูลในการเรียนการสอน สิ่งที่ครูจะสังเกตนักเรียน
2. การสัมภาษณ์
ด้วยวิธีการพูดคุยกับเด็กเป็นรายบุคคลและควรจัดในสภาวะแวดล้อมเหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิด
ความเครียด
และวิตกกังวลผู้สอนควรใช้คำถามที่เหมาะสมเปิดโอกาสให้เด็กได้คิดและตอบอย่างอิสระจะทำให้
ผู้สอนสามารถ
ประเมินความสามารถทางสติปัญญาของเด็กแต่ละคนและค้นพบศักยภาพในตัวเด็กได้โดย บันทึก
ข้อมูลลงในแบบ สัมภาษณ์ แบบสัมภาษณ์ที่ครูจะใช้สัมภาษณ์เด็กปฐมวัย
ควรมีลักษณะต่างๆ ดังนี้ไม่ให้เกิด ความเครียด
และวิตกกังวลผู้สอนควรใช้คำถามที่เหมาะสมเปิดโอกาสให้เด็กได้คิดและตอบอย่างอิสระจะทำให้
ผู้สอนสามารถ
ประเมินความสามารถทางสติปัญญาของเด็กแต่ละคนและค้นพบศักยภาพในตัวเด็กได้โดย บันทึก
ข้อมูลลงในแบบ สัมภาษณ์ แบบสัมภาษณ์ที่ครูจะใช้สัมภาษณ์เด็กปฐมวัย
ควรมีลักษณะต่างๆ ดังนี้ไม่ให้เกิด ความเครียด
และวิตกกังวลผู้สอนควรใช้คำถามที่เหมาะสมเปิดโอกาสให้เด็กได้คิดและตอบอย่างอิสระจะทำให้
ผู้สอนสามารถ
ประเมินความสามารถทางสติปัญญาของเด็กแต่ละคนและค้นพบศักยภาพในตัวเด็กได้โดย บันทึก
ข้อมูลลงในแบบ สัมภาษณ์ แบบสัมภาษณ์ที่ครูจะใช้สัมภาษณ์เด็กปฐมวัย
ควรมีลักษณะต่างๆ ดังนี้
1) ในการถามเด็ก
ครูควรตั้งคำถามในลักษณะสนทนาและถามคำถามในเวลาเดียวกัน และในการถามควรจะถามด้วยภาษง่ายๆ
เพราะในบางครั้งเด็กปฐมวัยอาจจะไม่เข้าใจคำถาม หรือไม่เข้าใจเรื่องราวที่ครูกำลังถามถามควรจะถามด้วยภาษง่ายๆ
เพราะในบางครั้งเด็กปฐมวัยอาจจะไม่เข้าใจคำถาม หรือไม่เข้าใจเรื่องราวที่ครูกำลังถามถามควรจะถามด้วยภาษง่ายๆ
เพราะในบางครั้งเด็กปฐมวัยอาจจะไม่เข้าใจคำถาม หรือไม่เข้าใจเรื่องราวที่ครูกำลังถาม
2) ควรสร้างบรรยากาศที่ดีในการสัมภาษณ์
ซึ่งจะทำให้เกิดความไว้วางใจจากเด็ก และทำให้เด็กให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการสัมภาษณ์
3) ผู้สัมภาษณ์
จะต้องมีทักษะในการสังเกตและการฟังเป็นอย่างดี ซึ่งจะต้องมีการฝึกฝน การสนทนาประเมินข้อความที่ได้ฟังและสังเกตโดยใช้เหตุผล
ไม่สอดใส่อารมณ์ หรือความเชื่อของตนเข้าไปด้วยพยายามชักจูงหัวข้อการพูดให้เข้าสู่จุดมุ่งหมายของการถามตามต้องการ
และสังเกตพฤติกรรมของเด็กที่จุดสัมภาษณ์ด้วย
ซึ่งจะช่วยให้การพิจารณาข้อมูลในการสัมภาษณ์ดียิ่งขึ้นสนทนาประเมินข้อความที่ได้ฟังและสังเกตโดยใช้เหตุผล
ไม่สอดใส่อารมณ์ หรือความเชื่อของตนเข้าไปด้วยพยายามชักจูงหัวข้อการพูดให้เข้าสู่จุดมุ่งหมายของการถามตามต้องการ
และสังเกตพฤติกรรมของเด็กที่จุดสัมภาษณ์ด้วย
ซึ่งจะช่วยให้การพิจารณาข้อมูลในการสัมภาษณ์ดียิ่งขึ้นสนทนาประเมินข้อความที่ได้ฟังและสังเกตโดยใช้เหตุผล
ไม่สอดใส่อารมณ์ หรือความเชื่อของตนเข้าไปด้วยพยายามชักจูงหัวข้อการพูดให้เข้าสู่จุดมุ่งหมายของการถามตามต้องการ
และสังเกตพฤติกรรมของเด็กที่จุดสัมภาษณ์ด้วย
ซึ่งจะช่วยให้การพิจารณาข้อมูลในการสัมภาษณ์ดียิ่งขึ้น
4) การบันทึกข้อมูลผลของการสัมภาษณ์
ควรทำทันทีเมื่อเสร็จการสัมภาษณ์ ควรบันทึกประเด็นสำคัญให้มากที่สุดเป็นได้สำคัญให้มากที่สุดเป็นได้
3 แบบสำรวจรายการ โดยกำหนดประเด็นหรือพัฒนาการที่ต้องการสำรวจ
(สอดคล้องกับสภาพที่พึงประสงค์หรือจุดประสงค์การเรียนรู้ของหน่วยการเรียนรู้)
ระบุชื่อ นามสกุลเด็ก วัน เดือน ปี เกิดไว้ล่วงหน้า มีการกำหนดรายการพฤติกรรมที่ต้องการสำรวจละเอียดขึ้น
และกำหนดเกณฑ์ในการสำรวจพฤติกรรม





ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น