วันเสาร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

สรุปองค์ความรู้จากการนำเสนอเทคนิคการประเมิน กลุ่ม 3 การประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกาย (ทักษะการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กและประสาทสัมผัสของเด็กปฐมวัย)



สรุปองค์ความรู้การนำเสนอ
เรื่อง การประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกาย 
(ทักษะการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กและประสาทสัมผัสของเด็กปฐมวัย)



รูปภาพ การเข้าร่วมกิจกรรม



รูปภาพ การทำแบบทดสอบ


การประเมินพัฒนาการทางด้าน ร่างกาย – ทักษะการใช้กล้ามเนื้อเล็กและประสาทสัมพันธ์ของเด็กปฐมวัย การนำเสนอเทคนิควิธี และ เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน

    ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก หมายถึงความสามารถในการทำงานประสานสัมพันธ์กันดีระหว่างกล้ามเนื้อตากล้ามเนื้อมือนิ้วมือ ทำให้สามารถกระทำกิจกรรมต่างๆได้อย่างถนัดและมีประสิทธิภาพ

ความสำคัญของความสามารถของกล้ามเนื้อมือว่าจะต้องมีการวางแผน และจัดกิจกรรมที่พัฒนาทางด้านการใช้มือแก่เด็ก การทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มโดยมีกิจกรรมทางศิลปะเข้าไปมีส่วนช่วยจะทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ทางด้านการเขียนได้ง่ายขึ้นนอกจากนี้การบังคับมือ และนิ้วมือในการวาดภาพระบายสี การปั้นก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้เด็กมีพัฒนาการด้านการเขียนได้ดียิ่งขึ้น

    วิธีการฝึกความพร้อมทางการใช้กล้ามเนื้อเป็น 3 แบบ คือ

    แบบที่ 1 ฝึกกล้ามเนื้อและฝึกการบังคับเครื่องมือที่ใช้เขียน ให้เด็กได้พัฒนากล้ามเนื้อเล็กของมือด้วยการเล่นต่างๆ

    แบบที่ 2 เพิ่มความสามารถของเด็กในการใช้ภาษา

    แบบที่ 3 ให้การฝึกฝนเกี่ยวกับพื้นฐานในการเขียนโดยตรง เริ่มแรกใช้เขียนบนกระดานเพื่อให้เด็กได้ใช้กล้ามเนื้อใหญ่ เข้าใจรูปร่างตัวอักษรที่แท้จริง และรู้จักวิธีเขียนการเขียนวงกลมเป็นอันดับแรก ๆ โดยมีการกำหนดทิศทางที่เริ่มต้นให้

    ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ดังนี้

อายุ 1 ปี หยิบ จับสิ่งของด้วยนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ จับดินสอกลางแท่งด้วยอุ้งมือแล้วขีดเขียนไปมา

อายุ 2 ปี ชอบเล่นของเล่นที่ออกแรงมากขึ้น เช่น ตี หรือตอกด้วยค้อน ดึงออกหรือสวมใส่ ของสองสิ่งที่มีรูปร่างเหมาะมือและมีสีสะดุดตา

อายุ 3 ปี  กล้ามเนื้อแข็งแรง ใช้มือหยิบจับอาหารตลอดจนใช้ช้อนตักอาหารเข้าปากได้ช่วยตัวเองในการแต่งกาย เช่นถอดและใส่กระดุมเสื้อได้เองแต่ยังต้องการให้ผู้ใหญ่ช่วยเหลืออยู่สามารถจับดินสอขีดเขียนได้

อายุ 4 ปี วัยนี้สามารถช่วยตัวเองในการแต่งตัว ล้างมือ แปรงฟันได้มากขึ้น

อายุ 5-6 ปี เด็กวัยนี้สามารถใช้กรรไกรตัดกระดาษตามรูปได้ดี ปั้นดินน้ำมัน เย็บผ้าด้วยเข็มเล่มโต  วาดเขียนด้วยดินสอและสีน้ำได้

วิธีการประเมินผลพัฒนาการด้านการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัยสามารถทำได้หลายวิธีดังต่อไปนี้


    1. การสังเกต โดยสังเกตทักษะด้านการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กในขณะที่เด็กทำกิจกรรม ต่างๆ เช่น การวาดภาพ การปั้น การตัดกระดาษ การร้อยลูกปัด การต่อไม้บล็อก การต่อภาพตัวต่อการเททรายใส่ขวด เป็นต้น

   2. การใช้แฟ้มผลงานเด็กโดยประเมินพัฒนาการด้านการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กและประสาทสัมผัสของเด็กจากผลงานของเด็ก เช่น การวาดรูประบายสี การวาดภาพตามแบบ การติดกระดุมการรูดซิป การผูกเชือกรองเท้า การร้อยลูกปัด การใช้กรรไกรตัดตามแนวเส้นที่กำหนด เป็นต้น

    3. การสัมภาษณ์ผู้ปกครองเกี่ยวกับความสามารถในการช่วยเหลือตนเองของเด็ก ที่บ้าน เช่น การแต่งตัว การติดกระดุม การใส่และถอดรองเท้า การใช้ช้อนส้อมในการรับประทานอาหาร

   4. การใช้แบบทดสอบชนิดต่างๆซึ่งมีทั้งแบบที่สร้างขึ้นเองและแบบทดสอบมาตรฐานแบบทดสอบที่ใช้ประเมินพัฒนาการด้านการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กและประสาทสัมผัส ส่วนมากจะเป็นแบบทดสอบที่ให้เด็กลากเส้นชนิดต่าง ๆหรือวาดรูปตามแบบ




สรุปองค์ความรู้จากการนำเสนอเทคนิคการประเมิน กลุ่ม 2 การพัฒนาการด้านร่างกาย (กล้ามเนื้อมัดใหญ่)

 

สรุปองค์ความรู้การนำเสนอ
เรื่อง การพัฒนาการด้านร่างกาย (กล้ามเนื้อมัดใหญ่)


รูปภาพ การเข้าร่วมการนำเสนอกิจกรรม


รูปภาพ การทำแบบทดสอบ


การประเมินพัฒนาการด้านร่างกาย (กล้ามเนื้อมัดใหญ่) ของเด็กปฐมวัย

    การนำเสนอเทคนิควิธี เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน

    พัฒนาการด้านร่างกาย หมายถึงการเปลี่ยนแปลงด้านขนาด รูปร่าง ทรวดทรง และด้านอื่นๆของระบบร่างกายและโครงสร้างของร่างกาย เช่น การเปลี่ยนเปลี่ยนของขนาด รูปร่าง การขยายของทรวงอก หรือการเพิ่มประสิทธิภาพของหน้าที่ต่างๆที่เกี่ยวกับร่างกาย เป็นต้น

    พัฒนาการด้านร่างกายของแต่ละช่วงวัย(กล้ามเนื้อมัดใหญ่)

พัฒนาการด้านร่างกายนี้สามารถแบ่งออกเป็น 2 ด้าน คือ

1. พัฒนาการทางด้านปริมาณ ได้แก่ การเจริญเติบโตทางด้านร่างกาย เช่น ส่วนสูง ตัวโตขึ้น และมีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น

2. พัฒนาการทางด้านคุณภาพ ได้แก่ ความสามารถในการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ เช่น การนั่ง การยืน การเดิน การวิ่ง และการกระโดด

    ลักษณะพัฒนาการด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย แบ่งตามอายุของเด็กมีลักษณะ ดังนี้

    1. พัฒนาการด้านร่างกายเด็กวัย 1 ปี

           เด็กในวัยนี้มีพัฒนาการทางการเคลื่อนไหว เริ่มจากการคลานและเดินด้วยตนเองได้เมื่ออายุประมาณ 15 เดือน แต่การทรงตัวยังไม่ค่อยดี การใช้กล้ามเนื้อมือของเด็กในวัยนี้จะพบว่าเด็กสามารถเปิดประตูและเปิดดูรูปภาพในหนังสือได้โดยใช้มือข้างที่ชำนาญ

     2. พัฒนาการด้านร่างกายเด็กวัย 2 ปี

           เด็กวัยนี้สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ทุกส่วน ชอบเล่นของเล่นที่ออกแรงมากๆ เช่น เตะลูกบอล ตีและตอกด้วยค้อน เด็กวัยนี้สามารถเดินขึ้นลงบันไดได้เองแต่ต้องวางขาทั้ง 2 ข้าง บนขั้นบันไดเดียวกันก่อน จนอายุย่าง 3 ปี จะสามารถสลับเท้าขึ้นบันไดได้ วิ่งได้คล่องขึ้นแต่ก็ยังไม่สามารถหยุดได้ทันที การใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก สามารถหยิบจับสิ่งของชิ้นเล็กๆแต่หลุดมือง่าย จับดินสอแทงใหญ่ๆได้ด้วยนิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือ การประสานสัมพันธ์ระหว่างมือและนิ้วทำงานได้ดีสามารถต่อบล็อกได้ 4-8 ชิ้น 

    3. พัฒนาการด้านร่างกายเด็กวัย 3 ปี

       เด็กวัยนี้กล้ามเนื้อแข็งแรง ชอบออกกำลังกาย สามารถบังคับการเคลื่อนไหวได้ดีมาก กระโดดหรือวิ่งก็ได้ ขี่จักรยาน 3 ล้อ กระโดดสูง กระโดดขาเดียว สามารถขึ้นลงบันไดสลับเท้าได้ รับลูกบอลได้ด้วยมือทั้งสองข้าง และสามารถโยนลูกบอลระยะไกล 1 เมตรได้ เขียนรูปวงกลมตามแบบได้ และยังใช้กรรไกรด้วยมือข้างเดียวได้ ใช้มือหยิบจับอาหารตลอดจนใช้ช้อนตักอาหารเข้าปาก ช่วยตัวเองในการแต่งกาย เช่น ถอดและใส่กระดุมเสื้อได้เอง แต่ยังต้องการให้ผู้ใหญ่ช่วยเหลือ

     4.พัฒนาการด้านร่างกายเด็กวัย 4 ปี

          กล้ามเนื้อขาและแขนแข็งแรง การเคลื่อนไหวของร่างกายของเด็กวัยนี้ กระฉับกระเฉงไม่ชอบอยู่นิ่ง ปีนป่าย เต้นท่าทางต่างๆได้อย่างสนุกสนาน ใช้มือถนัดขึ้น หยิบวัตถุเล็กๆได้ สามารถวิ่งและหยุดได้คล่อง รับลูกบอลได้ด้วยมือทั้งสอง เดินขึ้นลงบันไดสลับเท้าได้ เขียนรูปสี่เหลี่ยมตามแบบได้ ตัดกระดาษเป็นเส้นตรงได้ สามารถช่วยตนเองเรื่องปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้ เช่น การแต่งกาย การแปรงฟัน การหวีผม เป็นต้น

    5. พัฒนาการด้านร่างกายเด็กวัยระหว่าง 5-6 ปี

สามารถควบคุมกล้ามเนื้อส่วนใหญ่ได้ดี แต่รายละเอียดยังไม่ดีนัก เด็กวัยนี้สามารถฝึกพับกระดาษ ตัดกระดาษ และเล่นเกี่ยวกับการก่อสร้างได้ดี ผูกเชือกรองเท้า เขียนรูปสามเหลี่ยมตามแบบและยังสามารถใช้กรรไกรตัดกระดาษตามแนวเส้นโค้งที่กำหนดได้ สามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้ดี เช่นการอาบน้ำ สระผม แปรงฟัน ล้างมือ แต่งกาย ฯลฯ


คุณลักษณะตามวัยของพัฒนาการด้านร่างกาย (กล้ามเนื้อมัดใหญ่)

พัฒนาการด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย พิจารณาได้จากลักษณะต่าง ๆ 2 ประการ คือ สุขภาพอนามัยและการเจริญเติบโตอย่างเหมาะสม และพัฒนาการทางการเคลื่อนไหว

    การประเมินการเจริญเติบโตทางด้านร่างกายพิจารณาจาก

1) น้ำหนักตัว

2) ความยาวหรือความสูง

3) การเพิ่มของไขมันใต้ผิวหนัง

4) การเพิ่มของเส้นรอบศีรษะ

5) การขึ้นของฟัน

6) การเจริญเติบโตของอวัยวะเพศ


ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ หมายถึง ความสามารถในการควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายซึ่งเริ่มจากศีรษะสู่ปลายเท้าจากลำตัวไปยังแขนมือและนิ้วจากสะโพกไปยังขาจนปลายเท้ามี ลักษณะพัฒนาการที่สำคัญ 8 ประการ คือ การเดินสลับเท้าขึ้น - ลงบันได การวิ่งการกระโดดสองขาข้ามสิ่งกีดขวาง การก้าวกระโดด การถีบจักรยานสามล้อ การปีนป่าย การขว้างหรือโยนของเหนือศีรษะและรับของที่คนอื่นโยนให้

การประเมินพฤติกรรมด้านการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กปฐมวัย

การประเมินพัฒนาการเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี

1. ประเมินพัฒนาการของเด็กครบทุกด้าน

2. ประเมินเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง

3. ประเมินด้วยวิธีการที่หลากหลาย ซึ่งวิธีการประเมินที่เหมาะสมกับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี มีการสังเกตพฤติกรรมของเด็กในกิจกรรมต่างๆ และกิจวัตรประจำวัน การบันทึกพฤติกรรม การสนทนา การสัมภาษณ์เด็กและผู้ใกล้ชิด และการวิเคราะห์ข้อมูลจากผลงานเด็กสำหรับวิธีการประเมินที่เหมาะสมและควรใช้กับเด็กอายุ 3 - 6 ปี ได้แก่ การสังเกต การบันทึกพฤติกรรม การสนทนากับเด็ก การสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูลจากผลงานเด็กที่เก็บอย่างมีระบบ

4. บันทึกพัฒนาการลงในสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก (เล่มสีชมพู) และใช้คู่มือการเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย (DSPM) ของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข หรือของหน่วยงานอื่น

5. นำผลที่ได้จากการประเมินพัฒนาการไปพิจารณาจัดกิจกรรม เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้และมีพัฒนาการเหมาะสมตามวัย

การประเมินพัฒนาการเด็กอายุ 3 - 6 ปี

1.การสังเกตและบันทึกพฤติกรรม มี 2 แบบ คือ

 - การสังเกตอย่างเป็นทางการหรือการสังเกตอย่างมีระบบเป็นการสังเกตอย่างมีจุดมุ่งหมายที่แน่นอนตามแผนที่วางไว้ล่วงหน้า 

 - การสังเกตอย่างไม่เป็นทางการ เป็นวิธีที่พ่อแม่ ผู้ปกครองส่วนมากฝ้าดูและสังเกตการเล่นของเด็กโดยไม่มีการจดบันทึก

การสังเกตพฤติกรรมครูและผู้ดูแลเด็กตระหนักถึงความเหมาะสมของกิจกรรมการเรียนรู้ที่จัดให้แก่เด็กในแต่ละวัน การบันทึกพฤติกรรมที่ได้จากการสังเกตมีความสำคัญอย่างยิ่งที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง เนื่องจากกล้ามเนื้อใหญ่ของเด็กปฐมวัยมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

เครื่องมือที่ใช้ประกอบการสังเกตมีหลายชนิด ดังตัวอย่างต่อไปนี้

    1.1 แบบบันทึกข้อมูล

ใช้บันทึกข้อมูลที่ได้จากการสังเกตพฤติกรรมด้านกล้ามเนื้อใหญ่ของเด็กในหลากหลายลักษณะในสภาพการณ์ที่เป็นธรรมชาติขณะเด็กเล่น

ในการบันทึกข้อมูลที่ได้จากการสังเกต มี 3 ส่วน คือ

    1) การบันทึกพฤติกรรม เหตุการณ์ สถานการณ์ที่เกิดขึ้น

    2) การบันทึกความคิดเห็น การแปลความ และการสรุปพฤติกรรมของเด็กจากข้อมูลที่ได้จาก

การสังเกต

    3)  ข้อเสนอแนะในการช่วยเหลือ



สรุปองค์ความรู้จากการนำเสนอเทคนิคการประเมิน กลุ่ม 1 การพัฒนาการด้านร่างกาย (การเจริญเติบโตภาวะโภชนาการ สุขนิสัย)

 

สรุปองค์ความรู้การนำเสนอ
เรื่อง  การพัฒนาการด้านร่างกาย (การเจริญเติบโตภาวะโภชนาการ สุขนิสัย)


รูปภาพ การเข้าร่วมกิจกรรมการนำเสนอ





รูปภาพ ใบงานกิจกรรม




การประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกาย : สุขภาพอนามัย (การเจริญเติบโต ภาวะโภชนาการ สุขนิสัย)

ภาวะสุขภาพของเด็กปฐมวัย

การส่งเสริมสุขภาพ


    อาหาร

เด็กวัยนี้จะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นปีละ 2-2.5 กิโลกรัม และส่วนสูงจะเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยปีละ 6-8

เซนติเมตร เด็กจะต้องได้รับสารอาหารในปริมาณที่พอเพียงทั้งชนิดและปริมาณ ความต้องการสารอาหารของเด็กแต่ละคนในช่วงนี้จะไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับอัตราการเจริญเติบโตของเด็กแต่ละคน ระดับกิจกรรมที่

ทำ และขนาดร่างกายของเด็กหากเด็กได้รับโภชนาการหรือสารอาหารต่างๆ ไม่เพียงพอ จะส่งผลให้การเจริญเติบโตช้า กล้ามเนื้อไม่แข็งแรง ภูมิต้านทานต่ำ เกิดภาวะโลหิตจาง ในทางตรงข้ามถ้าได้มากเกินไป ก็ทำให้มีน้ำหนักเกินเกิดโรคอ้วน ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพด้านร่างกายและจิตใจ เด็กวัยนี้ควรกินอาหารหลัก 3 มื้อ โดยกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และมีอาหารที่หลากหลายในแต่ละหมู่

    
    การออกกำลังกาย

การออกกำลังกายในวัย 3-5 ปีจะเป็นรากฐานสำคัญต่อชีวิตเด็กไปตลอด การออกกำลังกาย

จะส่งเสริมการพัฒนาระบบประสาท กระดูกและกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องทั้งกล้ามเนื้อมัดใหญ่และกล้าม

เนื้อมัดเล็ก นอกจากนี้ยังกระตุ้นการทำงานของสมอง ส่งผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาความสามารถรอบด้านทั้งทางร่างกาย อารมณ์ สังคมและสติปัญญา ดังนั้น พ่อแม่และครูจึงควรส่งเสริม การออกกำลัง

กายของเด็กวัยอนุบาลอย่างจริงจังและสม่ำเสมอ เด็กวัยนี้ต้องการการเล่นอิสระกลางแจ้งอย่างน้อยวัน

ละ 30 นาที และไม่ควรปล่อยให้เด็กอยู่กับสื่ออิเล็กทรอนิกส์เป็นเวลานาน เกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน จนขาดโอกาสออกกำลังกาย

    
    การดูแลสุขภาพช่องปากและฟัน

เด็กวัยนี้มีพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมือที่ดีขึ้น สามารถขยับมือไปมาเพื่อแปรงฟันเองได้ แต่เขายัง

ไม่สามารถแปรงได้สะอาดหรือไม่ทั่วถึงพอ พ่อแม่และครูจึงควรส่งเสริมสุขภาพช่องปากและฟันโดยการ

ส่งเสริมให้เด็กแปรงฟันด้วยยาสีฟันเด็กที่ผสมฟลูออไรด์ บีบเท่ากับเมล็ดถั่วเขียว อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง

โดยให้เด็กแปรงฟันเองก่อน และผู้ใหญ่ต้องแปรงฟันช้าเพื่อให้มั่นใจในความสะอาดนานอย่างน้อย 2 นาที

    

    วัคซีน

วัคซีนในวัยนี้มีไม่มาก ส่วนใหญ่เป็นวัคซีนสำหรับกระตุ้นภูมิคุ้มกันจากวัคซีนที่ทยอยฉีดมาตั้งแต่

แรกคลอด หรือให้วัคซีนทางเลือกที่ผู้ปกครองยังไม่ตัดสินใจฉีดก่อนหน้านี้ เช่นไวรัสตับอักเสบเอ อีสุกอีใสไข้หวัดใหญ่ ซึ่งผู้ปกครองสามารถปรึกษาแพทย์เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมได้มีวัคซีนที่เด็กอนุบาลควรได้รับ


    การป้องกันอุบัติเหตุอันตราย
        1. จัดสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็กให้ปลอดภัย ทั้งในบ้าน นอกบ้าน และระหว่างเดินทาง
        2. เฝ้าสำรวจดูแล ปกป้องคุ้มครอง
        3. สอนเด็กให้คิดเป็น

แนวทางการประเมินการประเมินด้านการเจริญเติบโต

การประเมิน หมายถึง การวัดและนำผลของการวัดมาเปรียบเทียบกับมาตรฐานแล้ว จึงตัดสินแปลผลได้ว่าสิ่งที่ถูกประเมินนั้นมีคุณภาพเป็นอย่างไร

    1. การประเมินการเจริญเติบโตของเด็ก

    2. การเติบโตของส่วนสูงปกติ


การประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาของเด็กโดยถือเป็นกระบวนการต่อเนื่อง และเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมปกติที่จัดให้เด็กในแต่ละวัน ควรยึดหลักดังนี้

1. ประเมินพัฒนาการของเด็กครบถ้วนทุกด้านและน าผลมาพัฒนาเด็ก

2. ประเมินเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องตลอดปี

3. สภาพการประเมินควรมีลักษณะเช่นเดียวกับการปฏิบัติกิจกรรมประจ าวัน

4. ประเมินอย่างเป็นระบบ มีการวางแผน เลือกใช้เครื่องมือและจดบันทึก

5. ประเมินตามสภาพจริงด้วยวิธีการหลากหลายเหมาะกับเด็กรวมทั้งใช้แหล่งข้อมูลหลายๆ ด้าน


การประเมินด้านพัฒนาการภาวะสุขภาพ

สุขภาพอนามัย เป็นตัวชี้วัดที่แสดงคุณภาพชีวิตของเด็ก โดยการพิจารณาความสะอาด สิ่งผิดปกติ

ของร่างกายที่จะส่งผลต่อการดำเนินชีวิตและการเจริญเติบโตของเด็กในการประเมินครั้งนี้จะประเมินสุขภาพ

    อนามัย 9 รายการ

    รายการประเมินสุขภาพอนามัย

1. ผมและศีรษะ

2. หูและใบหู

3. มือและเล็บมือ

4. เท้าและเล็บเท้า

5. ปาก ลิ้น และฟัน

6. จมูก

7. ตา

8. ผิวหนังและใบหน้า

9. เสื้อผ้า

เกณฑ์การประเมินมี 3 ระดับ

ระดับ 3 สะอาด

ระดับ 2 พอใช้

ระดับ 1 ปรับปรุง / สกปรก


ภาวะโภชนาการเด็กปฐมวัย 

    ปริมาณและสัดส่วนเพียงพอเหมาะสมตามวัย

เด็กในวัยนี้ต้องได้อาหารในปริมาณที่เพียงพอที่ควรได้รับใน 1 วัน เพื่อการเจริญเติบโต เด็กอายุ 3-5 ปี ซึ่งต้องการประมาณ 1 ใน 3 ของปริมาณที่แนะนำใน 1 วัน ตามธงโภชนาการ


การประเมินเด็กเป็นกลุ่ม

เพื่อค้นหาภาวะทุพโภชนาการนั้น ควรใช้ดัชนีทั้ง 3 ตัว เช่น การใช้ดัชนีแต่ละดัชนีจะสามารถแปล

ผลได้ ดังนี้

    น้ำหนักตามเกณฑ์อายุ

อัตราร้อยละของเด็กที่มีน้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์ จะบ่งชี้ขนาดของ ปัญหาการขาดสารอาหาร โปรตีนและพลังงาน ซึ่งมีผลต่อการเจริญเติบโตทั้งน้ำหนัก และส่วนสูงโดยรวมว่ามี มากน้อยเพียงใด มักใช้เป็น

อมูลติดตามภาพรวมของทุพโภชนาการด้านการขาดสารอาหารในระบบเฝ้าระวัง ทางโภชนาการและการติดตามประเมินผลต่างๆ


    ส่วนสูงตามเกณฑ์อายุ

อัตราร้อยละของเด็กที่มีส่วนสูงตามเกณฑ์อายุต่ำกว่าเกณฑ์ หรือเตี้ย จะบ่งชี้ว่าเด็กมีการขาด

สารอาหารอย่างเรื้อรังเป็นเวลายาวนานในอดีต มักจะสัมพันธ์กับฐานะ เศรษฐกิจที่ยากจน จึงได้ดัชนีบ่งชี้ระดับการพัฒนาของชุมชนท้องถิ่นหรือประเทศนั้นๆ ได้ตัวหนึ่ง

    น้ำหนักตามเกณฑ์ส่วนสูง

อัตราร้อยละของเด็กที่มีน้ำหนักตามเกณฑ์ส่วนสูงน้อย หรือผอม จะบ่งชี้ว่าเด็กมีการขาดสารอาหารในปัจจุบันหรือแบบเฉียบพลัน ซึ่งบ่งชี้ถึงการได้รับอาหาร ไม่เพียงพอและภาวะการเจ็บป่วยซึ่งต้องแก้ไขเร่งด่วน และอัตราร้อยละของเด็กที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์ จะบ่งชี้ว่า เด็กได้รับอาหารเกินความต้องการของ

ร่างกาย ทำให้มีน้ำหนักเกินและอ้วน ซึ่งจะมีความเสี่ยงต่อ โรคไม่ติดเชื้อต่างๆ









วันพฤหัสบดีที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

สรุปองค์ความรู้จากการนำเสนอเทคนิคการประเมิน กลุ่ม 10 การประเมินพัฒนาการทางด้านสติปัญญา : ทักษะความสามารถทางคณิตศาสตร์



สรุปองค์ความรู้การนำเสนอ
เรื่อง การประเมินพัฒนาการทางด้านสติปัญญา : ทักษะความสามารถทางคณิตศาสตร์








การประเมินพัฒนาการทางด้านสติปัญญา : ทักษะความสามารถทางคณิตศาสตร์


ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ หมายถึง ทักษะพื้นฐานทางคณิตศวสตร์นั้น คือ ความรู้เบื้องต้นที่เด็กควรจะได้รับรู้และมีประสบการณ์ และได้รับการฝึกฝนในเรื่องของการสังเกต การจำแนกเปรียบเทียบ การบอกตำแหน่ง การเรียงลำดับ การนับ และการชั่ง ตวง วัด ซึ่งทักษะเหล่านี้ เป็นทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ที่จะเป็นพื้นฐานช่วยเตรียมเด็กให้มีความพร้อมที่จะเรียนรู้คณิตศาสตร์ ในขั้นต่อไปในอนาคต

ความสำคัญของทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ หมายถึง ทักษะพื้นฐานทาง คณิตศาสตร์ช่วยให้เด็กมีความพร้อมที่จะเรียนคณิตศาสตร์เบื้องต้น ได้แก่ รู้จักการสังเกต เปรียบเทียบ การจัดหมวดหมู่ การเรียงลำดับ การรู้ค่าจำนวน เป็นสิ่งสำคัญที่เกี่ยวข้องกับ ชีวิตประจำวันของมนุษย์เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ศาสตร์อื่นๆ การได้รับประสบการณ์ทางคณิตศาสตร์ทำให้ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดอย่างมีเหตุมีผลและใช้ในการแก้ปัญหาต่างๆ ได้ อย่างดี โดยมีครูเป็นผู้ท้าทายความคิดของเด็กด้วยการนำไปสู่ปัญหา หรือการบูรณาการทักษะ พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ให้สัมพันธ์กับกิจกรรมเกม เพื่อเร้าให้เกิดความสนุกสนาน และได้รับ ความรู้โดยไม่รู้ตัว ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจ สามารถจดจำได้ดีและเกิดความภาคภูมิใจ

จุดมุ่งหมายในการสอนคณิตศาสตร์แก่เด็กปฐมวัย หมายถึง เพื่อเป็นการเตรียมเด็กให้พร้อมที่จะเรียนรู้และทำกิจกรรมทางคณิตศาสตร์ได้เหมาะสมตามวัย มีทักษะวิธีการเบื้องต้นในการคิด คำนวณอย่างเหมาะสม โดยฝึกให้เด็กรู้จักการสังเกต สามารถแยกหมวดหมู่ จัดหมวดหมู่ ของสิ่งของ ต่างๆ รอบตัวเด็ก รู้จักการเปรียบเทียบสิ่งต่างๆ จัดเรียงลำดับ บอกความแตกต่างของขนาดน้ำหนัก การวัด โดยผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่เด็กเกิดความสนุกสนานเร้าใจ เพื่อให้เด็กมีใจรักคณิตศาสตร์ และสามารถที่จะนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

แนวทางส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์

1. เด็กจะเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง

2. เริ่มจากสิ่งที่ง่ายๆ ใกล้ตัวเด็กจากง่ายไปหายาก

3. สร้างความเข้าใจและรู้ความหมายมากกว่าการให้จำ โดยให้เด็กค้นคว้าด้วยตนเอง หัดให้ตัดสินใจ

เองโดยการถามให้เด็กคิดหาเหตุผลมาตัดสินใจตอบ

4. ฝึกให้คิดจากปัญหาในชีวิตประจำวันของเด็ก เพื่อขยายประสบการณ์ให้สัมพันธ์กับ 

5. จัดกิจกรรมให้เด็กเกิดความสนุกสนานและได้รับความรู้ไปด้วย

6. เด็กปฐมวัยควรจะทราบว่าสิ่งต่างๆ นั้น ย่อมมีความเหมือนและต่างกันในเรื่องสี ขนาด 

          7. เด็กปฐมวัยควรจะเข้าใจใหญ่ตรงข้ามกับเล็ก 

          8. เด็กปฐมวัยควรจะได้ทราบเกี่ยวกับเรื่องความแตกต่างระหว่างยาวกับสั้น สูงกับเตี้ย ใกล้กับไกล

 

เทคนิควิธีที่เหมาะสมในการประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญา:ทักษะพื้นฐานความสามารถด้านคณิตศาสตร์    

1. วิธีการวัดและประเมินผลแบบเป็นทางการ (Formal techniques) ได้แก่ การทดสอบชนิดต่างๆ ดังนี้

              1.1 แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น

                   1.1.1 แบบปฏิบัติจริง เป็นแบบทดสอบที่ให้ผู้สอบแสดงพฤติกรรมโดยการกระทำหรือลงมือทำจริง

                   1.1.2 แบบปากเปล่า เป็นการทดสอบที่อาศัยการซักถามเป็นรายบุคคล

                   1.1.3 แบบทดสอบวาดภาพเป็นคำตอบ

                   1.1.4 แบบเลือกตอบหลายตัวเลือก

                   1.1.5 แบบโยงจับคู่  

  1.2 แบบทดสอบมาตรฐานเป็นแบบทดสอบที่ได้รับการปรับปรุงและตรวจสอบ วินิจฉัยจนมีคุณภาพสูงสามารถใช้ได้กว้างขวาง

          2. วิธีการวัดและประเมินผลแบบไม่เป็นทางการ ซึ่งมีรูปแบบเน้นการสังเกตพฤติกรรมการทำกิจกรรมของเด็กใน ด้านการแสดงออก การซักถาม พูดคุย การปฏิบัติจริง วิธีการประเมินสภาพจริง และการประเมินด้วย พอตโฟลิโอ โดยใช้เทคนิคต่าง ๆ ดังนี้

      2.1 การสังเกต

      2.2 การใช้การสนทนา        

  2.3 การสัมภาษณ์  

  2.4 การรวบรวมผลงานที่แสดงออกถึงความก้าวหน้าแต่ละด้านของเด็กเป็นรายบุคคล

 

 

 



 

ผลการประเมินงาน Blog

 รูปแบบการประเมินงาน Blog  ผลการประเมินงาน Blog